รายชื่อโครงการ: โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลท่าจำปี

รายชื่อโครงการ: โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลท่าจำปี

5
จำนวนโครงการ
5
เสร็จแล้ว
0
กำลังดำเนินการ
620
กลุ่มเป้าหมายรวม
1
โครงการปรับกิน เปลี่ยนอยู่ สู้ความดัน เบาหวาน
ดำเนินการเสร็จแล้ว
กลุ่มเป้าหมาย
กลุ่มผู้ป่วยโรคเรื้อรัง
จำนวนกลุ่มเป้าหมาย
150 คน
งบประมาณ
฿ 26,400 บาท
แหล่งงบประมาณ
งบกองทุนหลักประกันสุขภาพตำบลท่าจำปี
ระยะเวลาดำเนินการ
กุมภาพันธ์ 2569 - สิงหาคม 2569
ผู้รับผิดชอบ
นางจิณณ์ณณัช ชัยก๋า
นโยบายของผู้บริหาร
1.2 ส่งเสริมสุขภาพชุมชนผ่านการให้ความรู้ด้านสุขภาพ
ยุทธศาสตร์การพัฒนาด้านสาธารณสุข
7. การส่งเสริมสุขภาพและ ป้องกันโรคไม่ติดต่อ (NCDs)
วัตถุประสงค์
1.เพื่อให้ผู้เข้าร่วมโครงการมีความรู้เกี่ยวกับการรับประทานอาหาร การรับประทานยาให้ถูกต้อง
2.เพื่อให้ผู้เข้าร่วมโครงการทราบถึงอันตรายที่เกิดจากการดำเนินชีวิตที่มีพฤติกรรมเสี่ยงและโรคแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นจากโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง
3.เพื่อให้ผู้เข้าร่วมโครงการมีทัศนคติที่ดีและเกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมที่อาจก่อให้เกิดภัยต่อสุขภาพ
ผลลัพธ์/สรุปโครงการ
สรุปการอบรมโครงการปรับกินเปลี่ยนอยู่ สู้ความดัน เบาหวาน ประจำปีงบประมาณ 2569
วันที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2569
เวลา 08.30 – 16.30 น.
ณ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลท่าจำปี อำเภอเมือง จังหวัดพะเยา

จำนวนผู้เข้าร่วมทั้งหมด 150 คน
สรุปเนื้อหาการประชุม
1. เปลี่ยนวิถี ชนะโรค คู่มือคนเป็นความดันเบาหวาน ลดหวาน เค็ม มัน แบบไม่ทรมาน
โดย นายนภัสดลย์ ดลกวีศิลป์ ตำแหน่ง พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ รพ.สต.บ้านต๊ำ
2. ขยับวันละนิด ลดเสี่ยงภาวะแทรกซ้อน
โดย นายนภัสดลย์ ดลกวีศิลป์ ตำแหน่ง พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ รพ.สต.บ้านต๊ำ
3. ยา+อาหาร+พฤติกรรม 3 เสาหลักที่ต้องไปด้วยกัน
โดย นายนภัสดลย์ ดลกวีศิลป์ ตำแหน่ง พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ รพ.สต.บ้านต๊ำ
4. สัญญานเตือนที่ห้ามมองข้าม เพื่อกันไต หัวใจ ตา
โดย นายนภัสดลย์ ดลกวีศิลป์ ตำแหน่ง พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ รพ.สต.บ้านต๊ำ

เปลี่ยนวิถี ชนะโรค คู่มือคนเป็นความดันเบาหวาน ลดหวาน เค็ม มัน แบบไม่ทรมาน
โดย นายนภัสดลย์ ดลกวีศิลป์ ตำแหน่ง พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ รพ.สต.บ้านต๊ำ
แนวคิดหลักคือ “ปรับวิถีชีวิตแบบค่อยเป็นค่อยไป” เพื่อให้ร่างกายฟื้นสมดุล ลดน้ำตาล ลดความดัน และทำได้จริงระยะยาว ไม่ใช่อดอาหารหรือหักดิบ
1. เข้าใจก่อนว่าโรคเกิดจากอะไร เบาหวานชนิดที่ 2 เกิดจากร่างกาย “ดื้อต่ออินซูลิน” น้ำตาลจึงค้างในเลือดสูง
ปัจจัยหลัก
- กินหวาน/แป้งมากเกิน
- น้ำหนักเกิน โดยเฉพาะพุง
- นอนน้อย เครียด
- ไม่ค่อยขยับตัว
ความดันโลหิตสูง หลอดเลือดทำงานหนักจาก
- เค็มจัด
- น้ำหนักเกิน
- ความเครียด
- สูบบุหรี่ ดื่มหนัก
- นอนกรน/พักผ่อนไม่พอ
สองโรคนี้มักมาคู่กัน และเพิ่มความเสี่ยง
- หัวใจ
- ไต
- หลอดเลือดสมอง
- ตาเสื่อม
2. กินให้อิ่ม แต่ไม่พุ่งน้ำตาล ใช้หลัก “ครึ่งจานผัก”
สัดส่วนง่าย ๆ
- 1/2 ผัก
- 1/4 โปรตีน
- 1/4 แป้ง
- ช่วยลดน้ำตาลหลังอาหารโดยไม่ต้องอด
3. ลด 3 ตัวร้าย ลดหวาน
หลีกเลี่ยง
- น้ำหวาน
- ชานม
- กาแฟหวาน
- ขนม
- น้ำผลไม้ปั่น
เริ่มง่ายๆ
- ลดหวานครึ่งหนึ่งก่อน เปลี่ยนเป็นหวานน้อย
- ดื่มน้ำเปล่าเพิ่ม
- ลดแป้งขัดสี เช่น ข้าวขาวเยอะ ๆ เส้น ขนมปังขาว เปลี่ยนเป็น ข้าวกล้อง ข้าวไรซ์เบอร์รี ธัญพืช
- กินปริมาณพอดี
ลดเค็ม ความดันจะดีขึ้นเร็วมากเมื่อคุมเค็ม
ระวัง
- น้ำปลา
- ผงชูรส
- ของหมักดอง
- บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป
- อาหารแปรรูป
เทคนิค
- ชิมก่อนปรุง
- ใช้มะนาว สมุนไพรเพิ่มรสแทน
4. เดินคือยาที่ดีที่สุด ไม่จำเป็นต้องออกหนัก
- เดินหลังอาหาร 10–15 นาที
- เดินเร็ววันละ 30 นาที
- ลุกขยับทุก 1 ชั่วโมง
ข้อดี
- ลดน้ำตาลหลังอาหาร
- ลดความดัน
- ลดพุง
- ช่วยให้นอนดี

5. นอนให้พอสำคัญพอ ๆ กับอาหาร นอนน้อยทำให้
- หิวหวาน
- อินซูลินทำงานแย่
- ความดันสูงขึ้น
เป้าหมาย
- 7–8 ชั่วโมง
- นอนเวลาใกล้เดิมทุกวัน
- ลดมือถือก่อนนอน
6. ลดเครียด = ลดโรค ความเครียดเรื้อรังทำให้
- น้ำตาลสูง
- ความดันขึ้น
- กินจุกจิก
วิธีง่าย
- หายใจช้า ๆ
- เดินเล่น
- ฟังเพลง
- ทำสวน
- คุยกับคนที่สบายใจ
7. ลดน้ำหนักนิดเดียวก็เห็นผล แค่ลดน้ำหนักประมาณ 5–10%
- น้ำตาลดีขึ้นมาก
- ความดันลด
- ไขมันลด
- ใช้ยาน้อยลงได้ในบางคน
8. อย่าหยุดยาเอง การปรับพฤติกรรมช่วยได้มาก
- ควรวัดน้ำตาล/ความดันสม่ำเสมอ
- พบแพทย์ตามนัด
- ปรับยาภายใต้คำแนะนำแพทย์
9. วิธีเริ่มที่ทำได้จริง ไม่ต้องเปลี่ยนทั้งหมดในวันเดียว เริ่ม 3 อย่างก่อน
- งดน้ำหวาน
- เดินหลังอาหาร
- เพิ่มผักทุกมื้อ
ทำต่อเนื่อง 1–2 เดือน ร่างกายมักเริ่มเปลี่ยนชัดเจน

ขยับวันละนิด ลดเสี่ยงภาวะแทรกซ้อน
โดย นายนภัสดลย์ ดลกวีศิลป์ ตำแหน่ง พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ รพ.สต.บ้านต๊ำ
การ “ขยับร่างกายสม่ำเสมอ” เป็นหนึ่งในวิธีที่ช่วยป้องกันภาวะแทรกซ้อนของโรคเรื้อรังได้ดีที่สุด โดยเฉพาะ
- เบาหวาน
- ความดัน
- ไขมันสูง
- โรคหัวใจ
ทำไมการขยับจึงสำคัญ เมื่อร่างกายเคลื่อนไหว
- กล้ามเนื้อดึงน้ำตาลไปใช้
- เลือดไหลเวียนดีขึ้น
- หัวใจแข็งแรงขึ้น
- ความดันลดลง
- ไขมันสะสมน้อยลง
ผลคือช่วยลดความเสี่ยง
- หลอดเลือดสมอง
- หัวใจขาดเลือด
- ไตเสื่อม
- ชาปลายมือปลายเท้า
- แผลหายช้า
“นั่งนาน” อันตรายกว่าที่คิด แม้ออกกำลังกายวันละ 1 ชั่วโมง แต่ถ้านั่งนิ่งทั้งวันก็ยังเสี่ยงโรคได้ จึงควร
- ลุกเดินทุก 1 ชั่วโมง
- ขยับแขนขา
- ยืดเส้น
- เดินสั้น ๆ ระหว่างวัน
วิธีขยับง่าย ๆ ที่ทำได้จริง
1. เดินหลังอาหาร เพียง 10–15 นาที ช่วยลดน้ำตาลหลังมื้ออาหาร ช่วยย่อย ลดง่วง เหมาะมากสำหรับผู้เป็นเบาหวาน
2. เดินเร็ววันละ 30 นาที อาจแบ่งเป็น เช้า 10 นาที /เที่ยง 10 นาที / เย็น 10 นาที สะสมรวมกันได้ ไม่จำเป็นต้องครั้งเดียว
3. ใช้ชีวิตให้ “เคลื่อนไหว” เช่น เดินขึ้นบันได ทำงานบ้าน รดน้ำต้นไม้ กวาดบ้าน เดินคุยโทรศัพท์กิจกรรมเล็ก ๆ ก็มีประโยชน์
ถ้ามีโรคประจำตัว ควรเริ่มอย่างไร หลักสำคัญ เริ่มเบา ทำสม่ำเสมอและไม่หักโหม ถ้ามี เจ็บหน้าอก เหนื่อยผิดปกติ เวียนหัว ใจสั่น ควรหยุดพักและปรึกษาแพทย์
ขยับแล้วได้อะไรบ้าง
ระยะสั้น
- สดชื่น
- หลับดี
- น้ำตาลลด
- อารมณ์ดี
ระยะยาว
- น้ำหนักลด
- ความดันดีขึ้น
- ลดภาวะแทรกซ้อน
- อายุยืนขึ้น
- ใช้ชีวิตคล่องตัว
เทคนิคทำให้ทำต่อได้ อย่าตั้งเป้าหนักเกินไป เริ่มจาก
- วันละ 5–10 นาที
- เลือกกิจกรรมที่ชอบ
- ทำพร้อมเพื่อนหรือครอบครัว
- ฟังเพลงระหว่างเดิน

ยา+อาหาร+พฤติกรรม 3 เสาหลักที่ต้องไปด้วยกัน
โดย นายนภัสดลย์ ดลกวีศิลป์ ตำแหน่ง พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ รพ.สต.บ้านต๊ำ
การดูแลโรคเรื้อรัง เช่น เบาหวาน ความดัน ไขมันสูง ไม่ได้พึ่ง “ยา” อย่างเดียว แต่ต้องดูแลร่วมกัน 3 ด้าน คือ
1. ยา
2. อาหาร
3. พฤติกรรมการใช้ชีวิต
ถ้าขาดเสาใดเสาหนึ่ง การควบคุมโรคมักไม่ดีและเสี่ยงภาวะแทรกซ้อนมากขึ้น
1. ยา — ตัวช่วยควบคุมโรค ยาเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วย ลดน้ำตาล ลดความดัน ลดไขมัน ป้องกันหัวใจ ไต และหลอดเลือด
หลักสำคัญของการใช้ยา
- กินสม่ำเสมอตามแพทย์สั่ง
- ไม่หยุดยาเอง
- ไม่เพิ่มหรือลดยาเอง
- พบแพทย์ตามนัด
ถ้าลืมยา ควรทำอย่างไร
- ถ้านึกได้เร็ว ให้กินทันที
- ถ้าใกล้มื้อต่อไปแล้ว ไม่ควรกินซ้ำสองเท่า
- หากลืมบ่อย ควรตั้งเตือนหรือจัดกล่องยา
2. อาหาร — ตัวกำหนดระดับน้ำตาลและความดัน อาหารมีผลต่อร่างกายทุกวัน กินดี = คุมโรคง่ายขึ้น
หลักกินง่ายๆ
- ลดหวาน ช่วยลดน้ำตาลในเลือด
- หลีกเลี่ยง น้ำหวาน ชานม ขนมหวาน น้ำอัดลม
- ลดเค็ม ช่วยลดความดันและป้องกันไตเสื่อม ต้องระวัง อาหารแปรรูป ของหมักดอง บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป น้ำปลา ซีอิ๊วมากเกิน
- ลดมัน ช่วยลดไขมันและโรคหัวใจ ลดของทอด หนังสัตว์ กะทิ ฟาสต์ฟู้ด
- เพิ่มสิ่งดี ผัก โปรตีนไม่ติดมัน ธัญพืช น้ำเปล่า
3. พฤติกรรม — จุดเปลี่ยนระยะยาว แม้กินยาและคุมอาหาร แต่ถ้า นอนน้อย เครียดมาก ไม่ขยับร่างกายสูบบุหรี่ ดื่มหนัก โรคก็ยังควบคุมยาก

พฤติกรรมที่ควรทำ
- ขยับร่างกาย เดินวันละ 30 นาที เดินหลังอาหาร ลุกจากที่นั่งบ่อยๆ จะช่วยลดน้ำตาล ความดัน ไขมัน น้ำหนัก
- นอนให้พอ ควรนอนประมาณ 7–8 ชั่วโมง การนอนดีช่วยคุมฮอร์โมน ลดหิวหวาน ลดเครียด
จัดการความเครียด ความเครียดทำให้น้ำตาลและความดันสูงขึ้นได้ วิธีช่วยในการจัดการความเครียดหายใจลึกๆ ฟังเพลง ทำกิจกรรมผ่อนคลาย พูดคุยกับคนใกล้ชิด
ทำไมต้องไปด้วยกันทั้ง 3 ด้าน
1. ถ้ามีแต่ยา แต่ไม่คุมอาหาร น้ำตาลและความดันก็ยังขึ้น
2. ถ้าคุมอาหาร แต่ไม่กินยา โรคอาจยังทำลายอวัยวะเงียบ ๆ
3. ถ้ากินยาและคุมอาหาร แต่ไม่ปรับพฤติกรรม
วิธีเริ่มแบบไม่กดดัน เลือกทำทีละอย่าง เช่น งดน้ำหวาน เดินหลังอาหาร นอนให้เร็วขึ้น กินยาตรงเวลาเมื่อทำได้ต่อเนื่อง ร่างกายจะค่อยๆ ดีขึ้นเอง
การดูแลโรคเรื้อรังไม่ใช่เรื่องของ “ยาอย่างเดียว” แต่ต้องมี ยาที่ถูกต้อง อาหารที่เหมาะสม พฤติกรรมที่ดี เมื่อ 3 อย่างนี้ทำงานร่วมกัน จะช่วย คุมโรคได้ดีขึ้น ลดภาวะแทรกซ้อน มีคุณภาพชีวิตที่ดีในระยะยาว

สัญญานเตือนที่ห้ามมองข้าม เพื่อกันไต หัวใจ ตา
โดย นายนภัสดลย์ ดลกวีศิลป์ ตำแหน่ง พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ รพ.สต.บ้านต๊ำ
โรคเรื้อรังอย่างเบาหวานและความดัน มักทำลายอวัยวะแบบ “เงียบ ๆ” หลายคนไม่มีอาการจนโรครุนแรงแล้ว การสังเกตสัญญาณเตือนตั้งแต่ต้น จะช่วยป้องกันภาวะแทรกซ้อนต่อ ไต หัวใจ หลอดเลือด ดวงตา ได้มากขึ้น
1. สัญญาณเตือนไตเริ่มมีปัญหา ไตเสื่อมระยะแรกอาจไม่มีอาการชัด จึงไม่ควรรอให้ป่วยหนักก่อนตรวจ
อาการที่ควรระวัง
- บวมหน้า บวมเท้า
- ปัสสาวะเป็นฟองมาก
- ปัสสาวะบ่อยตอนกลางคืน
- อ่อนเพลียง่าย
- เบื่ออาหาร
- คลื่นไส้
- ความดันสูงคุมยาก
ปัจจัยเสี่ยงทำร้ายไต
- น้ำตาลสูงนาน ๆ
- ความดันสูง
- กินเค็มจัด
- สูบบุหรี่
- ใช้ยาแก้ปวดบ่อยเกินไป
- ไม่ดื่มน้ำพอ
วิธีป้องกันไต
- คุมน้ำตาลและความดัน
- ลดเค็ม
- ตรวจปัสสาวะและค่าไตสม่ำเสมอ
- ไม่ซื้อยากินเองพร่ำเพรื่อ
2. สัญญาณเตือนหัวใจและหลอดเลือด โรคหัวใจเป็นสาเหตุสำคัญของการเสียชีวิตในผู้ป่วยเบาหวานและความดัน
อาการอันตรายที่ไม่ควรนิ่งนอนใจ
- เจ็บแน่นหน้าอก
- เหนื่อยง่ายผิดปกติ
- หายใจไม่อิ่ม
- ใจสั่น
- หน้ามืด
- บวมเท้า
- เหงื่อแตกมากผิดปกติ
สัญญาณเสี่ยงหลอดเลือดสมอง
- หน้าเบี้ยว
- พูดไม่ชัด
- แขนขาอ่อนแรง
- มองเห็นผิดปกติ
- ปวดหัวรุนแรงเฉียบพลัน
หากเกิดอาการเหล่านี้ ควรรีบไปโรงพยาบาลทันที
3. สัญญาณเตือนดวงตา เบาหวานและความดันสามารถทำลายจอประสาทตาได้
อาการที่ควรรีบตรวจ
- ตามัว
- เห็นภาพซ้อน
- เห็นจุดดำลอยไปมา
- มองเห็นแสงแฟลช
- สายตาเปลี่ยนเร็ว
- มองไม่ชัดตอนกลางคืน บางคนไม่มีอาการจนจอตาเสียหายมากแล้ว
วิธีป้องกันตาเสื่อม
- คุมน้ำตาลและความดัน
- ตรวจตาประจำปี
- ไม่ปล่อยค่าน้ำตาลสูงเรื้อรัง
- งดสูบบุหรี่
4. สัญญาณทั่วไปที่ไม่ควรมองข้าม แม้ดูเหมือนเล็กน้อย แต่ควรใส่ใจ
- เหนื่อยง่ายกว่าปกติ
- น้ำหนักเปลี่ยนเร็ว
- กระหายน้ำมาก
- แผลหายช้า
- ชาปลายมือปลายเท้า
- เวียนหัวบ่อย
อาการเหล่านี้อาจบอกว่าควบคุมโรคได้ไม่ดี
5. การตรวจสม่ำเสมอสำคัญมาก แม้ไม่มีอาการ ก็ควรตรวจตามนัด เช่น น้ำตาลสะสม (HbA1c) ความดัน ไขมัน ค่าไต ตรวจปัสสาวะ ตรวจตา เพราะ “เจอเร็ว ป้องกันได้เร็ว”
สรุปได้ว่า อย่ารอให้ป่วยหนักแล้วค่อยดูแลตัวเอง หากมีอาการ
- บวม
- เหนื่อยง่าย
- เจ็บหน้าอก
- ตามัว
- ชาปลายมือปลายเท้า
- พูดไม่ชัด
ไม่ควรมองข้าม เพราะอาจเป็นสัญญาณเตือนของ
- ไตเสื่อม
- โรคหัวใจ
- หลอดเลือดสมอง
- จอประสาทตาเสียหาย
การสังเกตอาการ + ตรวจสุขภาพสม่ำเสมอ คือกุญแจสำคัญในการป้องกันภาวะแทรกซ้อนระยะยาว
ด้านการบริหารจัดการโครงการ
1. สรุปผลการดำเนินงานตามวัตถุประสงค์ เป้าหมาย และตัวชี้วัดความสำเร็จ
วัตถุประสงค์ของ
แผนงาน/โครงการ/กิจกรรม ผลการดำเนินงาน สภาพความสำเร็จ
บรรลุ ไม่บรรลุ
1. เพื่อให้ผู้เข้าร่วมโครงการมีความรู้เกี่ยวกับการรับประทานอาหารและยาที่ถูกต้อง ผู้เข้าร่วมโครงการมีความรู้เกี่ยวกับการรับประทานอาหารและยาที่ถูกต้อง /
2. เพื่อให้ผู้เข้าร่วมโครงการทราบถึงอันตรายที่เกิดจากดำเนินชีวิตที่มีพฤติกรรมเสี่ยงและโรคแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นจากโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ผู้เข้าร่วมโครงการทราบถึงอันตรายที่เกิดจากดำเนินชีวิตที่มีพฤติกรรมเสี่ยงและโรคแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นจากโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง /
3. เพื่อให้ผู้เข้าร่วมโครงการมีทัศนคติที่ดีและเกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมที่อาจก่อให้เกิดภัยต่อสุขภาพ ผู้เข้าร่วมโครงการมีทัศนคติที่ดีและเกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมที่อาจก่อให้เกิดภัยต่อสุขภาพ /

2. รายละเอียดการใช้งบประมาณ
จำนวนเงินที่ได้รับการสนับสนุน 26,400 บาท (สองหมื่นหกพันสี่ร้อยบาทถ้วน)
จำนวนเงินที่ใช้จ่ายจริง 26,400 บาท (สองหมื่นหกพันสี่ร้อยบาทถ้วน)
ดังมีรายการต่อไปนี้
- ค่าอาหาร จำนวน 150 คนๆละ 70 บาท จำนวน 1 มื้อ จำนวน 1 วัน เป็นเงิน 10,500 บาท
- ค่าอาหารว่างและเครื่องดื่ม จำนวน 150 คนๆละ 30 บาท จำนวน 2 มื้อ จำนวน 1 วัน เป็นเงิน 9,000 บาท
- ค่าวัสดุอุปกรณ์ (สมุด,ปากกา,แฟ้มใส่เอกสาร) จำนวน 150 ชุด ๆละ 30 บาท เป็นเงิน 4,500 บาท
- ค่าตอบแทนวิทยากร 6 ชั่วโมงๆละ 400 บาท จำนวน 1 วัน เป็นเงิน 2,400 บาท
รวมทั้งหมดเป็นเงิน 26,400 บาท
3. สถานที่ดำเนินงาน
โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลท่าจำปี อำเภอเมืองพะเยา จังหวัดพะเยา
4. กลุ่มเป้าหมาย
กลุ่มผู้ป่วยโรคเรื้อรัง จำนวน 150 คน

5. สิ่งที่เกิดขึ้น / ผลการดำเนินงาน ตามกิจกรรมที่ดำเนินงาน/สิ่งที่ได้รับของโครงการ
5.1 ผู้เข้าร่วมโครงการมีความรู้เกี่ยวกับการรับประทานอาหารและยาที่ถูกต้อง
5.2 ผู้เข้าร่วมโครงการทราบถึงอันตรายที่เกิดจากดำเนินชีวิตที่มีพฤติกรรมเสี่ยงและโรคแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นจากโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง
5.3 ผู้เข้าร่วมโครงการมีทัศนคติที่ดีและเกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมที่อาจก่อให้เกิดภัยต่อสุขภาพ
6. ปัญหา / อุปสรรคในการทำกิจกรรม/โครงการ
ไม่มี
7. ข้อเสนอแนะในการจัดทำกิจกรรมโครงการครั้งต่อไป
ไม่มี
Comment (จาก admin)
-เป้าหมายโครงการควรเป็นการควบคุมโรค/การบูรณาการร่วมกับผู้ป่วยและญาติ ตามที่ระบุ
-ขาดกลไกร่วมกับชุมชน
-ขาดรายละเอียดของกิจกรรม
-ขาดแนวทางการติดตามและประเมินผลตามที่ระบุ
กิจกรรมในโครงการ
1
1.จัดกิจกรรมอบรมให้ความรู้ แก่ผู้เข้าร่วมโครงการ
2
โครงการรู้ทันวัณโรค ป้องกันได้รักษาหาย
ดำเนินการเสร็จแล้ว
กลุ่มเป้าหมาย
ผู้ป่วยวันโรค กลุ่มเสี่ยง และผู้ป่วยที่หายแล้ว
จำนวนกลุ่มเป้าหมาย
130 คน
งบประมาณ
฿ 38,490 บาท
แหล่งงบประมาณ
เงินบำรุงรพ.สต.
ระยะเวลาดำเนินการ
กุมภาพันธ์ 2569
ผู้รับผิดชอบ
นางสาวนุจชรี คำภิละ
นโยบายของผู้บริหาร
1.2 ส่งเสริมสุขภาพชุมชนผ่านการให้ความรู้ด้านสุขภาพ
ยุทธศาสตร์การพัฒนาด้านสาธารณสุข
7. การส่งเสริมสุขภาพและ ป้องกันโรคไม่ติดต่อ (NCDs)
วัตถุประสงค์
3.1 เพื่อให้ผู้ป่วยและกลุ่มเสี่ยงมีความรู้ ความเข้าใจ เกี่ยวกับเรื่องวัณโรค
3.2 เพื่อสร้างความตระหนักในการป้องกันและควบคุมโรคช่วยลดอัตราการเกิดวัณโรคในชุมชน
3.3 เพื่อกระตุ้นให้ประชาชนเข้ารับการตรวจคัดกรองหาผู้ป่วยรายใหม่ ช่วยลดการแพร่ระบาดภายในชุมชน
3.4 เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการรักษาผู้ป่วยให้หายขาดโดยติดตามผู้ป่วยในการรับประทานยาและการปฏิบัติตัวอย่างมีประสิทธิภาพ
ผลลัพธ์/สรุปโครงการ
สรุปการอบรมโครงการรู้ทันวัณโรค ป้องกันได้รักษาหาย ประจำปี 2569
วันที่ 24 - 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2569
เวลา 08.30 – 16.30 น.
ณ ศาลาประชาคมหมู่บ้าน ม.3 /ม.4 /ม.9 อำเภอเมืองพะเยา จังหวัดพะเยา

จำนวนผู้เข้าร่วมทั้งหมด 130 คน
สรุปเนื้อหาการประชุม
1. การให้ความรู้เกี่ยวกับสถานการณ์วัณโรคและความรู้เรื่องวัณโรค
โดย นางสาวชมพูพรรณ กันตา นักวิชาการสาธารณสุข รพ.สต.บ้านต๊ำ
2. การให้ความรู้เกี่ยวกับการรักษาวัณโรคและการป้องกันวัณโรค
โดย นางสาวชมพูพรรณ กันตา นักวิชาการสาธารณสุข รพ.สต.บ้านต๊ำ
3. การคัดกรองการเสี่ยงวัณโรคด้วยตนเองจากแบบฟรอมการคัดกรองโรค
โดย นางสาวชมพูพรรณ กันตา นักวิชาการสาธารณสุข รพ.สต.บ้านต๊ำ
4. แนวทางการคัดกรองผู้ป่วยวัณโรคเชิงรุกในชุมชนและการเสริมสร้างกำลังใจให้กับผู้ป่วยและกลุ่มเสี่ยงสูง
โดย นางสาวชมพูพรรณ กันตา นักวิชาการสาธารณสุข รพ.สต.บ้านต๊ำ

การให้ความรู้เกี่ยวกับสถานการณ์วัณโรคและความรู้เรื่องวัณโรค
โดย นางสาวชมพูพรรณ กันตา นักวิชาการสาธารณสุข รพ.สต.บ้านต๊ำ
วัณโรคคืออะไร วัณโรคเป็นโรคติดเชื้อจากแบคทีเรีย Mycobacterium tuberculosis ติดต่อทางอากาศ มักเกิดที่ “ปอด” (วัณโรคปอด) แต่สามารถเกิดที่อวัยวะอื่นได้ เช่น ต่อมน้ำเหลือง กระดูก สมอง หรือไต (เรียกว่า วัณโรคนอกปอด) เป็นโรคติดต่อสำคัญที่ยังพบได้ทั่วโลกพบมากในประเทศกำลังพัฒนา หากไม่รักษา อาจเสียชีวิตได้ แต่สามารถรักษาหายได้ วัณโรคมีอยู่ 2 ประเภท คือ วัณโรคแฝง และ วัณโรคระยะแสดงอาการหรือระยะกำเริบ คนที่มีวัณโรคแฝงจะไม่แสดงอาการและวัณโรคชนิดนี้จะไม่แพร่กระจายไปยังบุคคลอื่น อย่างไรก็ดี วัณโรคแฝงอาจกลายมาเป็นวัณโรคระยะแสดงอาการหรือระยะกำเริบได้ และจำเป็นต้องได้รับการรักษาเช่นเดียวกัน ในขณะที่วัณโรคระยะแสดงอาการหรือระยะกำเริบนั้นทําให้ผู้ป่วยมีอาการของวัณโรค และสามารถแพร่เชื้อให้ผู้อื่นได้
สาเหตุของวัณโรคปอด โดยทั่วไปแล้ว วัณโรคปอดมีสาเหตุมาจากเชื้อแบคทีเรีย Mycobacterium tuberculosis ที่ทำให้เกิดโรคที่ รับผ่านกันมาจากละอองฝอยทางอากาศ วัณโรคเป็นโรคติดต่อ แต่ก็ไม่ได้ติดกันง่าย ๆ ซึ่งหมายความว่า ผู้ป่วยมีแนวโน้มที่จะติดโรคจากคนใกล้ชิดหรือคนที่ทํางานด้วยกัน ไม่ใช่คนแปลกหน้า อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยที่มีเชื้อเอชไอวีหรือเอดส์จะได้รับเชื้อและเกิดวัณโรคง่ายกว่าคนทั่วไป เนื่องจากมีระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ นอกจากนี้ เชื้อวัณโรคบางชนิดมีการดื้อยา โดยเฉพาะกลุ่มยาไอโซไนอาซิดและไรแฟมพิซิน
การติดต่อ แพร่ผ่านละอองฝอยในอากาศ จากการไอ จาม พูดผู้ที่อยู่ใกล้ชิดผู้ป่วยนาน ๆ มีความเสี่ยงสูงไม่ติดต่อผ่านการจับมือ หรือใช้ของร่วมกันโดยทั่วไป


อาการของวัณโรคปอด
1. ไอเรื้อรังเกิน 2 สัปดาห์
2. ไอมีเสมหะ หรือมีเลือดปน
3. เจ็บหน้าอก หายใจลำบาก
4. มีไข้ต่ำ ๆ โดยเฉพาะช่วงบ่าย–เย็น
5. เหงื่อออกตอนกลางคืน
6. น้ำหนักลด เบื่ออาหาร อ่อนเพลีย
กลุ่มเสี่ยง
1. ผู้ใกล้ชิดผู้ป่วยวัณโรค
2. ผู้มีภูมิคุ้มกันต่ำ เช่น ผู้ติดเชื้อ HIV
3. ผู้สูงอายุ เด็กเล็ก
4. ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง เช่น เบาหวาน
5. ผู้ที่สูบบุหรี่ หรือดื่มแอลกอฮอล์มาก
การวินิจฉัย
1. ตรวจเสมหะหาเชื้อ
2. เอกซเรย์ปอด
3. การตรวจทางห้องปฏิบัติการ เช่น GeneXpert
4. บางกรณีอาจต้องตรวจชิ้นเนื้อ

การให้ความรู้เกี่ยวกับการรักษาวัณโรคและการป้องกันวัณโรค
โดย นางสาวชมพูพรรณ กันตา นักวิชาการสาธารณสุข รพ.สต.บ้านต๊ำ
การรักษา
ใช้ยาปฏิชีวนะหลายชนิดร่วมกัน ระยะเวลารักษาอย่างน้อย 6 เดือน ต้องกินยา “สม่ำเสมอและครบตามแพทย์สั่ง”
ยารักษาวัณโรคปอดที่ใช้บ่อยที่สุด แพทย์อาจเลือกใช้ยารักษาผู้ป่วยที่เป็นวัณโรค ดังต่อไปนี้
• ไอโซไนอะซิด (Isoniazid)
• ริฟามพิน (Rifampin)
• เอทแทมบูท (Ethambutol)
• ไพราซีนาไมด์ (Pyrazinamide)
ทั้งนี้ แพทย์อาจสั่งยาเพิ่มเติมในกรณีที่ผู้ป่วยเป็นวัณโรคชนิดที่ดื้อยาแล้ว เช่น
• เบดาไคลีน (Bedaquiline)
• ไลน์โซลิด (Linezolid)
และให้ตรวจเสมหะย้อมสีทนกรดทุกเดือน ขณะทำการรักษา ควรให้การรักษาแบบ DOTS ทุกราย
ปัญหาที่อาจเกิด
หากหยุดยาเอง → เสี่ยง “วัณโรคดื้อยา” (รักษายากและนานขึ้น)
การติดเชื้อวัณโรคเพิ่มขึ้นผู้ป่วยส่วนหนึ่งขาดความเข้าใจและไม่ร่วมมือการรักษา รักษาไม่สม่ำเสมอ รับประทานยาไม่ครบทำให้เกิดวัณโรคดื้อต่อยาที่ใช้รักษา ทำให้เกิดปัญหาต่อครอบครัวและตัวเอง วัณโรคดื้อยามีด้วยกันสองชนิดคือMultidrug-Resistant TB(MDR)
นิยาม MDR-TB หมายถึงการที่เชื้อวัณโรคดื้อต่อยา INH และ rifampicin หรือ INH และ rifampicin (ได้แก่ INH , Rifampicin ) ร่วมกับยา อื่นหรือไม่ก็ได้ อย่างน้อยสองชนิดภาวะเชื้อดื้อยาหลายขนานซึ่งพบได้ มากขึ้นในปัจจุบันนี้นับว่าเป็นปัญหาที่สำคัญมาก เชื่อว่าเกิดจากการรักษาโดยใช้ยาที่คุณภาพไม่ได้ มาตรฐานและวิธีการรักษาที่ไม่ถูกต้อง ไม่สม่ำเสมอ ร่วมกับการระบาดของเอดส์ ผู้ที่ติดเชื้อชนิดนี้จะรักษายากกว่าและต้องใช้เวลาในการรักษานานกว่า
Extensively drug resistant TB (XDR TB) หมายถึงเชื้อวัณโรคที่ต่อยา isoniazid , rifampin และยังดื้อต่อยาที่ใช้เป็นทางเลือกที่สอง เช่น fluoroquinolone , amikacin, kanamycin, capreomycin มักจะพบในผู้ป่วยโรคเอดส์ที่ติดเชื้อวัณโรค
ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดวัณโรคดื้อยา
1. ผู้ป่วยไม่ยอมรับประทานยาอย่างสม่ำเสมอ
2. ผู้ป่วยรับประทานยาไม่ครบทุกชนิด เนื่องจากได้รับข้อมูลที่ไม่ถูกต้องจาก ญาติ เพื่อน หรือคนรู้จัก หรืออาจจะเกิดจากการแพ้ยา ดังนั้นหากท่านจะลดหรือเลิกกินยาต้องปรึกษาแพทย์ก่อนทุกครั้งเพื่อป้องกัน วัณโรคดื้อยา
3. เกิดวัณโรคซ้ำหลังการรักษาวัณโรคแล้ว
4. ไปในแหล่งที่มีวัณโรคดื้อยา
5. อยู่ใกล้ชิดกับผู้ป่วยที่มีวัณโรคดื้อยา
6. ผู้ป่วยวัณโรคที่ได้รับยาน้อยกว่า 6-12 เดือน ผู้ป่วยมักจะหยุดยาหลังจากได้รับยา 2-4 สัปดาห์ เนื่องจากสบายตัวขึ้น หรืออาจจะเกิดผลเสียจากยา
7. ผู้ป่วยได้รับยาน้อยไป
8. ขนาดยาไม่พอ
9. ผู้ป่วยเอดส์มากขึ้นทำให้มีวัณโรคมากขึ้น
10.ผู้ที่เป็นวัณโรคต้องรักษาตามแพทย์สั่งโดยเคร่งครัด หากเกิดผลข้างเคียงจากยา ควรจะปรึกษาแพทย์
ปัจจัยเสี่ยงต่อวัณโรคดื้อยา
1. ผู้ป่วยที่เคยมีประวัติรักษาวัณโรคมาก่อน หรือรักษาไม่หาย
2. ผู้ที่สัมผัสผู้ป่วยวัณโรคดื้อยา
3. ผู้ที่ติดเชื้อโรคเอดส์
4. ผู้ที่อยู่ในถิ่นที่มีการดื้อยาสูง
5. การรักษาวัณโรคดื้อยาหลายขนาน Multi-drug resistant TB (MDR-TB)
6. การรักษา MDR-TB ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ หรือส่งไปรักษาในโรงพยาบาล ถ้าทราบผลของการทดสอบความไวของ ยา ให้เลือกใช้ยาอย่างน้อย 3-4 ขนาน ที่มีความไว ต่อเชื้อวัณโรค โดยให้ระยะเวลาของการรักษายาว นาน 18 - 24 เดือน หรือตรวจเสมหะและเพาะเชื้อไม่ พบเชื้อต่อเนื่องเป็นเวลาอย่างน้อย 1 ปี
วัณโรคแฝง (Latent TB)
มีเชื้ออยู่ในร่างกายแต่ “ยังไม่แสดงอาการ” ไม่แพร่เชื้อ อาจกลายเป็นวัณโรคระยะป่วยได้ หากภูมิคุ้มกันลดลง
การป้องกัน
1. ฉีดวัคซีน BCG (โดยเฉพาะในเด็ก)
2. สวมหน้ากากเมื่ออยู่ในที่แออัด
3. หลีกเลี่ยงใกล้ชิดผู้ป่วยที่ยังไม่ได้รักษา
4. เปิดหน้าต่างให้อากาศถ่ายเท
5. ตรวจสุขภาพเมื่อมีอาการผิดปกติ
6. ให้ตรวจเสมหะย้อมสีทนกรดทุกเดือน ขณะทำการรักษา
7. ควรให้การรักษาแบบ DOTS ทุกราย

การคัดกรองการเสี่ยงวัณโรคด้วยตนเองจากแบบฟรอมการคัดกรองโรค
โดย นางสาวชมพูพรรณ กันตา นักวิชาการสาธารณสุข รพ.สต.บ้านต๊ำ
1. ข้อมูลทั่วไป เป็นการบันทึกข้อมูลพื้นฐานของผู้รับการคัดกรอง เช่น ชื่อ อายุ เลขบัตรประชาชน ที่อยู่ วันที่คัดกรองชื่อผู้สัมภาษณ์ เพื่อใช้ติดตามและอ้างอิงผลในระบบสุขภาพ
2. การระบุกลุ่มเสี่ยง เลือกว่าผู้ถูกคัดกรองอยู่ใน “กลุ่มเสี่ยง” ใด ซึ่งแบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่
กลุ่มในโรงพยาบาล ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง เช่น เบาหวาน (DM) โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง เอชไอวี/เอดส์ โรคไตเรื้อรัง มะเร็ง บุคลากรสาธารณสุข อื่น ๆ
กลุ่มในชุมชน ผู้สูงอายุ ≥ 60 ปี , กลุ่มติดบ้าน / ติดเตียง, ผู้สัมผัสใกล้ชิดผู้ป่วยวัณโรค (ย้อนหลัง 2 ปี),ผู้พิการ , แรงงานต่างด้าว อื่นๆ เพื่อ “คัดกรองเชิงรุก” ในคนที่มีโอกาสป่วยสูง
3. ส่วนที่ 1 คัดกรองอาการ เป็นหัวใจของแบบฟอร์ม โดยใช้ “ระบบให้คะแนน”
อาการสำคัญ
1. ไอ
- ไอ > 2 สัปดาห์ = 3 คะแนน
- ไอเป็นเลือด = 3 คะแนน
- ไอ < 2 สัปดาห์ = 2 คะแนน
2. น้ำหนักลด = 1 คะแนน
3. ไข้เรื้อรัง = 1 คะแนน
4. เหงื่อออกกลางคืน = 1 คะแนน
การแปลผล คะแนนรวม > 3 คะแนน = “สงสัยวัณโรค” ต้องส่งตรวจเพิ่มเติมทันที
4. ส่วนที่ 2 การตรวจวินิจฉัย เมื่อสงสัยแล้ว จะเข้าสู่การยืนยันโรค
วิธีตรวจ
1. ตรวจเสมหะ เก็บ 2–3 ครั้ง ดูผลว่า Positive หรือ Negative
2. เอกซเรย์ปอด พบวัณโรค พบโรคอื่น หรือปกติ
5. ส่วนที่ สรุปผล
- ป่วยเป็นวัณโรค → ส่งเข้ารักษา
- ไม่ป่วย → จบกระบวนการ
แนวทางการคัดกรองผู้ป่วยวัณโรคเชิงรุกในชุมชนและการเสริมสร้างกำลังใจให้กับผู้ป่วยและกลุ่มเสี่ยงสูง
โดย นางสาวชมพูพรรณ กันตา นักวิชาการสาธารณสุข รพ.สต.บ้านต๊ำ
การเสริมสร้างกำลังใจให้กับผู้ป่วยและกลุ่มเสี่ยงสูงของ วัณโรค เป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะการรักษาต้องใช้เวลานาน (อย่างน้อย 6 เดือน) และอาจมีความเครียด ความกลัว หรือการตีตราจากสังคม หากมีกำลังใจที่ดี จะช่วยให้ผู้ป่วยกินยาต่อเนื่องและหายขาดได้มากขึ้น
1. การสื่อสารอย่างเข้าใจและไม่ตีตรา
- ใช้คำพูดที่ให้กำลังใจ เช่น “รักษาหายได้”
- หลีกเลี่ยงการตำหนิหรือทำให้รู้สึกผิด
- อธิบายว่าโรคนี้ “รักษาได้และควบคุมได้”
- ช่วยลดความกลัวและเพิ่มความร่วมมือในการรักษา
2. การสร้างความสัมพันธ์ที่ดี (Trust)
- เจ้าหน้าที่ควรติดตามอย่างสม่ำเสมอ
- รับฟังปัญหา เช่น ผลข้างเคียงยา หรือปัญหาครอบครัว
- ทำให้ผู้ป่วยรู้สึกว่า “ไม่ได้สู้คนเดียว”
3. การมีส่วนร่วมของครอบครัว ครอบครัว คือ “กำลังใจหลัก” ของผู้ป่วย
- ให้ครอบครัวช่วยเตือนกินยา
- สนับสนุนด้านจิตใจ
- ลดการรังเกียจหรือกลัวการติดเชื้อเกินจริง
4. การติดตามและชื่นชมความสำเร็จ ทำให้ผู้ป่วยรู้สึกว่าตนเอง “ทำได้ดี”
- ชื่นชมเมื่อกินยาต่อเนื่อง
- ให้รางวัลเล็ก ๆ เช่น คำชม หรือของใช้จำเป็น
- แจ้งความก้าวหน้าของการรักษา
5. ให้ความรู้ที่ถูกต้อง
- อธิบายการแพร่เชื้อและการป้องกัน
- เน้นว่าหลังรักษาไประยะหนึ่ง ความเสี่ยงแพร่เชื้อลดลง
- แก้ความเข้าใจผิด เช่น “วัณโรคไม่ใช่โรคต้องห้าม”
6. ดูแลสุขภาพจิต
- คัดกรองภาวะเครียดหรือซึมเศร้า
- แนะนำการผ่อนคลาย เช่น การหายใจลึก ๆ หรือทำกิจกรรมที่ชอบ
- หากจำเป็น ส่งต่อผู้เชี่ยวชาญ
7. สนับสนุนในระดับชุมชน
- อสม. หรือเจ้าหน้าที่เยี่ยมบ้าน
- จัดกลุ่มผู้ป่วยเพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์
- ลดการตีตราในชุมชน
8. สำหรับ “กลุ่มเสี่ยงสูง” เช่น ผู้สูงอายุ ผู้สัมผัสใกล้ชิด หรือผู้มีโรคประจำตัว เน้นการตรวจคัดกรองสม่ำเสมอ ให้กำลังใจในการมาตรวจ สร้างความเข้าใจว่า “การตรวจเร็ว = ปลอดภัยกว่า”
กิจกรรมในโครงการ
1
จัดกิจกรรมอบรมให้ความรู้โครงการรู้ทันวัณโรค ป้องกันได้รักษา ตามกลุ่มเป้าหมายในแต่ละหมู่บ้าน 3 หมู่บ้านๆละ 1 วัน จำนวน 3 วัน ตามรายละเอียดดังนี้ ครั้งที่ 1 หมู่บ้านร่องห้า (หมู่ 3) ตำบลท่าจำปี ครั้งที่ 2 หมู่บ้านท่าต้นศรี (หมู่ 4) ตำบลท่าจำปี ครั้งที่ 3 หมู่บ้านสัน (หมู่ 9) ตำบลท่าจำปี
3
โครงการเสริมสร้างความรู้และการป้องกันโรคติดต่อในชุมชนตำบลท่าจำปี
ดำเนินการเสร็จแล้ว
กลุ่มเป้าหมาย
กลุ่มวัยทำงาน/กลุ่มผู้สูงอายุ/กลุ่มประชาชนทั่วไป
จำนวนกลุ่มเป้าหมาย
140 คน
งบประมาณ
฿ 24,800 บาท
แหล่งงบประมาณ
งบกองทุนหลักประกันสุขภาพตำบลท่าจำปี
ระยะเวลาดำเนินการ
กุมภาพันธ์ 2569 - สิงหาคม 2569
ผู้รับผิดชอบ
นางสาวนุจชรี คำภิละ
นโยบายของผู้บริหาร
1.2 ส่งเสริมสุขภาพชุมชนผ่านการให้ความรู้ด้านสุขภาพ
ยุทธศาสตร์การพัฒนาด้านสาธารณสุข
7. การส่งเสริมสุขภาพและ ป้องกันโรคไม่ติดต่อ (NCDs)
วัตถุประสงค์
4.1 เพื่อส่งเสริมให้แกนนำสุขภาพประจำหมู่บ้านมีความรู้ มีส่วนร่วมในการดูแลสุขภาพและป้องกันตนเองไม่ให้ป่วยด้วยโรคติดต่อที่ป้องกันได้
4.2. เพื่อพัฒนาศักยภาพทักษะส่วนบุคคลและชุมชนให้เกิดความพร้อมในการเฝ้าระวังและควบคุมป้องกันโรค
4.3. เพื่อให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการป้องกันและควบคุมโรคติดต่อที่สำคัญอย่างสม่ำเสมอ ต่อเนื่อง และมีประสิทธิภาพ
ผลลัพธ์/สรุปโครงการ
สรุปการอบรมโครงการเสริมสร้างความรู้และการป้องกันโรคติดต่อในชุมชนตำบลท่าจำปี
ประจำปีงบประมาณ 2569
วันที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2569 เวลา 08.30 – 16.30 น.
ณ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลท่าจำปี อำเภอเมือง จังหวัดพะเยา

จำนวนผู้เข้าร่วมทั้งหมด 140 คน
สรุปเนื้อหาการประชุม
1. ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับโรคติดต่อในชุมชน
โดย นางสาวณัฐสุดา ชำนาญยา ตำแหน่ง นักวิชาการสาธารณสุขปฎิบัติการ รพ.สต.บ้านสาง
2. การป้องกันโรคติดต่อ
โดย นางสาวณัฐสุดา ชำนาญยา ตำแหน่ง นักวิชาการสาธารณสุขปฎิบัติการ รพ.สต.บ้านสาง
3. พฤติกรรมสุขภาพที่ช่วยลดความเสี่ยงโรค
โดย นางสาวณัฐสุดา ชำนาญยา ตำแหน่ง นักวิชาการสาธารณสุขปฎิบัติการ รพ.สต.บ้านสาง
4. บทบาทของชุมชนในการควบคุมโรคและการจัดการเมื่อเกิดการระบาดในชุมชน
โดย นางสาวณัฐสุดา ชำนาญยา ตำแหน่ง นักวิชาการสาธารณสุขปฎิบัติการ รพ.สต.บ้านสาง

ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับโรคติดต่อในชุมชน
โดย นางสาวณัฐสุดา ชำนาญยา ตำแหน่ง นักวิชาการสาธารณสุขปฎิบัติการ รพ.สต.บ้านสาง
โรคติดต่อในชุมชน คือ โรคที่เกิดจากเชื้อโรคหรือสิ่งก่อโรคที่สามารถแพร่จากคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่ง หรือจากสัตว์ สิ่งแวดล้อม อาหาร น้ำ และพาหะนำโรค มาสู่คนในชุมชนได้ หากไม่มีการควบคุมหรือป้องกันที่เหมาะสม อาจทำให้เกิดการระบาดได้
1. ความหมายของโรคติดต่อ โรคติดต่อ (Communicable Disease) หมายถึง โรคที่เกิดจากเชื้อจุลชีพ เช่น แบคทีเรีย ไวรัส เชื้อรา หรือปรสิต ซึ่งสามารถแพร่กระจายจากแหล่งโรคไปยังบุคคลอื่นได้
2. องค์ประกอบของการเกิดโรคติดต่อ การเกิดโรคติดต่อประกอบด้วย 3 ส่วนสำคัญ ได้แก่
- เชื้อก่อโรค (Agent) ได้แก่ ไวรัส,แบคทีเรีย,เชื้อรา,ปรสิต
- แหล่งรังโรค (Host) ได้แก่ มนุษย์,สัตว์,สิ่งแวดล้อม สภาพอากาศ,ความสะอาดของชุมชนและความหนาแน่นของประชากร
3. วิธีการแพร่กระจายของโรคติดต่อ
3.1 การสัมผัสโดยตรง เช่น สัมผัสผู้ป่วย, การจูบ กอด หรือมีเพศสัมพันธ์, การสัมผัสสารคัดหลั่ง
ตัวอย่างโรค ไข้หวัด,โรคมือ เท้า ปาก,โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
3.2 การแพร่ทางอากาศ เช่น การไอ จาม ละอองฝอยที่มีเชื้อโรค
ตัวอย่างโรค วัณโรค,ไข้หวัดใหญ่ ,COVID-19
3.3 การแพร่ทางอาหารและน้ำ รับประทานอาหารหรือดื่มน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อ
ตัวอย่างโรคอหิวาตกโรค ไทฟอยด์,อาหารเป็นพิษ
3.4 การแพร่ผ่านพาหะนำโรค ยุง แมลงวัน เห็บ หมัด
ตัวอย่างโรค ไข้เลือดออก,มาลาเรีย,โรคไข้สมองอักเสบ
4. โรคติดต่อที่พบบ่อยในชุมชน ได้แก่
- โรคไข้หวัด เกิดจากเชื้อไวรัส ติดต่อผ่านการไอและจาม
- โรคไข้หวัดใหญ่ เกิดจากเชื้อไวรัส ติดต่อผ่านละอองฝอย จากการไอ จามหรือผ่านการพูดคุย
- โรคCovid-19 เกิดจากเชื้อไวรัส ติดต่อผ่านละอองฝอยและการสัมผัส
- โรคไข้เลือดออก เกิดจากเชื้อไวรัส ติดต่อผ่านยุงลาย
- โรควัณโรค เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย ติดต่อผ่านทางอากาศ
- โรคมือ เท้า ปาก เกิดจากเชื้อไวรัส ติดต่อสัมผัสสารคัดหลั่ง
- โรคอาหารเป็นพิษ เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย/ไวรัส ติดต่อผ่านอาหารที่ปนเปื้อน

การป้องกันโรคติดต่อที่สำคัญ
โดย นางสาวณัฐสุดา ชำนาญยา ตำแหน่ง นักวิชาการสาธารณสุขปฎิบัติการ รพ.สต.บ้านสาง
การป้องกันโรคติดต่อเป็นมาตรการสำคัญในการลดการเจ็บป่วย การเสียชีวิต และการแพร่ระบาดของโรคในชุมชน โดยสามารถดำเนินการได้ทั้งในระดับบุคคล ครอบครัว โรงเรียน สถานประกอบการ และชุมชน
หลักการป้องกันโรคติดต่อ การป้องกันโรคติดต่อมีเป้าหมายเพื่อ “ตัดวงจรการแพร่เชื้อ” โดยควบคุม 3 องค์ประกอบหลัก ได้แก่
1. แหล่งกำเนิดเชื้อโรค
- ค้นหาและรักษาผู้ป่วย
- แยกผู้ป่วยเมื่อมีความเสี่ยงแพร่เชื้อ
- กำจัดแหล่งรังโรค
2. ช่องทางการแพร่เชื้อ
- รักษาความสะอาดของอาหาร น้ำ และสิ่งแวดล้อม
- ป้องกันการแพร่กระจายทางอากาศ
- ควบคุมพาหะนำโรค เช่น ยุงและแมลง
3. บุคคลที่มีความเสี่ยง
- เสริมสร้างภูมิคุ้มกันด้วยวัคซีน
- ดูแลสุขภาพให้แข็งแรง
- ปฏิบัติตนตามหลักสุขอนามัย

วิธีการป้องกันโรคติดต่อที่สามารถปฏิบัติได้โดยง่าย
1. การล้างมืออย่างถูกวิธี การล้างมือเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพสูงในการป้องกันโรคติดต่อหลายชนิด
ควรล้างมือเมื่อ
- ก่อนรับประทานอาหาร
- ก่อนเตรียมอาหาร
- หลังเข้าห้องน้ำ
- หลังไอหรือจาม
- หลังสัมผัสสัตว์
- หลังสัมผัสผู้ป่วย

ขั้นตอนการล้างมือ
1. เปียกมือด้วยน้ำสะอาด
2. ฟอกสบู่ให้ทั่วมือ
3. ถูฝ่ามือ หลังมือ ซอกนิ้ว และปลายนิ้ว
4. ถูนานอย่างน้อย 20 วินาที
5. ล้างออกด้วยน้ำสะอาด
6. เช็ดมือให้แห้ง
2. การรับวัคซีน วัคซีนช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกัน ทำให้ร่างกายสามารถป้องกันโรคได้ดีขึ้น
วัคซีนที่สำคัญ
๑. วัคซีนป้องกันวัณโรค (BCG)
๒. วัคซีนคอตีบ-บาดทะยัก-ไอกรน
๓. วัคซีนหัด-หัดเยอรมัน-คางทูม
๔. วัคซีนตับอักเสบบี
๕. วัคซีนไข้หวัดใหญ่
๖. วัคซีน COVID-19
๗. วัคซีน HPV
ประโยชน์ของการรับวัคซีนครบ
1. ลดโอกาสการติดเชื้อ
2. ลดความรุนแรงของโรค
3. สร้างภูมิคุ้มกันหมู่ในชุมชน
3. การป้องกันโรคติดต่อทางระบบทางเดินหายใจ
1. สวมหน้ากากเมื่อป่วยหรืออยู่ในที่แออัด
2. ปิดปากและจมูกเมื่อไอหรือจาม
3. ใช้กระดาษทิชชูหรือข้อพับแขนปิดปาก
4. หลีกเลี่ยงการใกล้ชิดผู้ป่วย
5. เปิดหน้าต่างให้อากาศถ่ายเท
4. การป้องกันโรคติดต่อทางอาหารและน้ำ หลักการที่สำคัญคือ "กินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ"
กินร้อน การรับประทานอาหารที่ปรุงสุกใหม่,การอุ่นอาหารให้ร้อนก่อนรับประทาน
ช้อนกลาง การใช้ช้อนส่วนตัวหรือช้อนกลาง
ล้างมือ การล้างมือก่อนรับประทานอาหารทุกครั้ง
เพื่อป้องกันโรค เช่น ไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ Covid-19 โรคมือเท้าปาก เป้นต้น
การดูแลน้ำดื่ม การดื่มน้ำสะอาด,ต้มน้ำก่อนดื่มหากไม่มั่นใจในคุณภาพ,เก็บน้ำในภาชนะที่มีฝาปิด
เพื่อป้องกันโรค เช่น อหิวาตกโรค ไทฟอยด์ โรคอุจจาระร่วง อาหารเป็นพิษ โรคบิด เป็นต้น
5. การป้องกันโรคที่มียุงเป็นพาหะ โดยมาตรการ 3 เก็บ
1. เก็บบ้านให้สะอาด
2. เก็บขยะไม่ให้เป็นแหล่งเพาะพันธุ์ยุง
3. เก็บน้ำ ปิดภาชนะเก็บน้ำให้มิดชิด
โดยวิธีการเพิ่มเติม เช่น เปลี่ยนน้ำในภาชนะทุกสัปดาห์ ,ใส่ทรายกำจัดลูกน้ำ,นอนในมุ้ง,ใช้ยากันยุง
โรคที่ป้องกันได้ เช่น ไข้เลือดออก ไข้ซิกา ไข้ชิคุนกุนยา มาลาเรีย
6. การจัดการสิ่งแวดล้อมในชุมชน
การจัดการขยะ
๑. แยกขยะให้ถูกประเภท
๒. กำจัดขยะทุกวัน
๓. ไม่ทิ้งขยะลงแหล่งน้ำ
การจัดการน้ำเสีย
๑. มีระบบระบายน้ำที่ดี
๒. ไม่ปล่อยน้ำเสียลงแหล่งน้ำสาธารณะ
การรักษาความสะอาด
๑. ทำความสะอาดบ้าน โรงเรียน และสถานที่สาธารณะ
๒. ลดแหล่งสะสมเชื้อโรค
7. การป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
๑. ใช้ถุงยางอนามัยอย่างถูกต้องทุกครั้ง
๒. มีคู่นอนคนเดียว
๓. หลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยง
๔. ตรวจสุขภาพเป็นประจำ
โรคที่ป้องกันได้ HIV/AIDS,ซิฟิลิส,หนองใน,เริมที่อวัยวะเพศ,ไวรัสตับอักเสบบี
8. การเฝ้าระวังและควบคุมโรคในชุมชน
๑. สังเกตผู้ป่วยผิดปกติ
๒. รายงานหน่วยงานสาธารณสุขเมื่อพบการระบาด
๓. ติดตามสถานการณ์โรคอย่างต่อเนื่อง
การควบคุมโรค
๑. แยกผู้ป่วยตามความเหมาะสม
๒. สอบสวนโรค
๓. ให้ความรู้แก่ประชาชน
๔. ดำเนินมาตรการควบคุมการระบาดอย่างรวดเร็ว
การป้องกันโรคติดต่อที่มีประสิทธิภาพต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยเน้นการล้างมือ การรับวัคซีน การรับประทานอาหารและน้ำที่สะอาด การป้องกันยุงและพาหะนำโรค การรักษาสิ่งแวดล้อม และการเฝ้าระวังโรคอย่างต่อเนื่อง เมื่อทุกคนมีความรู้และปฏิบัติตามหลักการป้องกันโรคอย่างถูกต้อง จะช่วยลดการแพร่ระบาดและส่งเสริมสุขภาพที่ดีของชุมชนได้อย่างยั่งยืน


พฤติกรรมสุขภาพที่ช่วยลดความเสี่ยงต่อโรค
โดย นางสาวณัฐสุดา ชำนาญยา ตำแหน่ง นักวิชาการสาธารณสุขปฎิบัติการ รพ.สต.บ้านสาง
พฤติกรรมสุขภาพ หมายถึง การกระทำหรือการปฏิบัติตนของบุคคลที่ส่งผลต่อสุขภาพทั้งทางร่างกาย จิตใจ และสังคม การมีพฤติกรรมสุขภาพที่เหมาะสมจะช่วยป้องกันโรค ลดความเสี่ยงต่อการเจ็บป่วย และส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีในระยะยาว
1. การรับประทานอาหารที่ถูกหลักโภชนาการ การรับประทานอาหารที่เหมาะสมช่วยให้ร่างกายได้รับสารอาหารครบถ้วน เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน และลดความเสี่ยงต่อโรคต่างๆ
หลักการรับประทานอาหารเพื่อสุขภาพ
1. การรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่
1. คาร์โบไฮเดรต
2. โปรตีน
3. ไขมัน
4. วิตามิน
5. เกลือแร่
2. เพิ่มการบริโภค
๑. ผักและผลไม้สด
๒. ธัญพืชไม่ขัดสี
๓. ปลาและเนื้อสัตว์ไม่ติดมัน
๔. น้ำสะอาด
3. ลดการบริโภค
๑. อาหารหวานจัด
๒. อาหารเค็มจัด
๓. อาหารมันจัด
๔. อาหารแปรรูป
ประโยชน์ของการรับประทานอาหารเพื่อสุขภาพ
๑. ลดความเสี่ยงโรคอ้วน
๒. ลดความเสี่ยงโรคเบาหวาน
๓. ลดโรคความดันโลหิตสูง
๔. ลดโรคหัวใจและหลอดเลือด
2. การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ การออกกำลังกายช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงของร่างกายและจิตใจ
๑. ออกกำลังกายระดับปานกลางอย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์
๒. หรือออกกำลังกายหนักอย่างน้อย 75 นาทีต่อสัปดาห์
๓. ควรมีกิจกรรมเสริมสร้างกล้ามเนื้ออย่างน้อย 2 วันต่อสัปดาห์
ประโยชน์ของการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
๑. ควบคุมน้ำหนัก
๒. ลดความดันโลหิต
๓. ลดไขมันในเลือด
๔. ลดความเสี่ยงโรคหัวใจ
๕. ช่วยให้นอนหลับดีขึ้น
3. การนอนหลับอย่างเพียงพอ การนอนหลับเป็นกระบวนการฟื้นฟูร่างกายและสมอง
- วัยเรียนควรนอน 9–12 ชั่วโมง
- วัยรุ่นควรนอน 8–10 ชั่วโมง
- ผู้ใหญ่ควรนอน 7–9 ชั่วโมง
- ผู้สูงอายุควรนอน 7–8 ชั่วโมง
วิธีการส่งเสริมการนอนหลับที่ดี
๑. เข้านอนและตื่นนอนเวลาเดิม
๒. หลีกเลี่ยงคาเฟอีนก่อนนอน
๓. ลดการใช้โทรศัพท์ก่อนนอน
๔. จัดห้องนอนให้เงียบและมืด
ประโยชน์ของการนอนหลับอย่างเพียงพอ
๑. เสริมภูมิคุ้มกัน
๒. ลดความเครียด
๓. เพิ่มสมาธิและความจำ
๔. ลดความเสี่ยงโรคเรื้อรัง
4. การรักษาสุขอนามัยส่วนบุคคล สุขอนามัยที่ดีช่วยป้องกันการติดเชื้อและการแพร่กระจายของโรค
พฤติกรรมสำคัญ
๑. ล้างมือด้วยสบู่เป็นประจำ
๒. อาบน้ำทุกวัน
๓. แปรงฟันอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง
๔. ตัดเล็บให้สั้นและสะอาด
๕. สวมเสื้อผ้าสะอาด
ประโยชน์ของการปฎิบัติ
๑. ลดการติดเชื้อทางเดินอาหาร
๒. ลดโรคผิวหนัง
๓. ลดโรคระบบทางเดินหายใจ
5. การจัดการความเครียด ความเครียดเรื้อรังส่งผลเสียต่อทั้งร่างกายและจิตใจ
วิธีจัดการความเครียด
๑. ออกกำลังกาย
๒. ฝึกสมาธิ
๓. ฝึกหายใจลึก
๔. ทำกิจกรรมที่ชอบ
๕. พูดคุยกับครอบครัวหรือเพื่อน
ประโยชน์ของการจัดการความเครียด
๑. ลดความดันโลหิต
๒. ลดภาวะวิตกกังวล
๓. ลดความเสี่ยงโรคซึมเศร้า
๔. ส่งเสริมสุขภาพจิต
6. การหลีกเลี่ยงบุหรี่และควันบุหรี่ บุหรี่เป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญของโรคไม่ติดต่อเรื้อรังหลายชนิด
ผลกระทบจากการสูบบุหรี่
๑. โรคมะเร็งปอด
๒. โรคหัวใจ
๓. โรคหลอดเลือดสมอง
๔. โรคถุงลมโป่งพอง
แนวทางป้องกัน
๑. ไม่เริ่มสูบบุหรี่
๒. เลิกสูบบุหรี่
๓. หลีกเลี่ยงพื้นที่ที่มีควันบุหรี่
7. การหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไปส่งผลเสียต่อสุขภาพ
ผลกระทบ
๑. โรคตับแข็ง
๒. ความดันโลหิตสูง
๓. อุบัติเหตุจากการเมาสุรา
๔. ปัญหาสุขภาพจิต
ประโยชน์ของการงดหรือจำกัดการดื่ม
๑. สุขภาพตับดีขึ้น
๒. ลดความเสี่ยงโรคหัวใจ
๓. ลดอุบัติเหตุ
8. การป้องกันโรคติดต่อ
พฤติกรรมที่ควรปฏิบัติ
1. รับวัคซีนตามกำหนด
2. ล้างมือเป็นประจำ
3. รับประทานอาหารสุก สะอาด
4. ใช้ช้อนกลางเมื่อรับประทานอาหารร่วมกัน
5. สวมหน้ากากเมื่อป่วยหรืออยู่ในสถานที่แออัด
ประโยชน์ของการปฏิบัติอย่างทุกต้อง
1. ลดการแพร่กระจายของเชื้อโรค
2. ลดการระบาดในชุมชน
9. การตรวจสุขภาพเป็นประจำ การตรวจสุขภาพช่วยค้นหาความผิดปกติได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น
การตรวจที่ควรได้รับ
๑. วัดความดันโลหิต
๒. ตรวจระดับน้ำตาลในเลือด
๓. ตรวจไขมันในเลือด
๔. ตรวจสุขภาพช่องปาก
๕. ตรวจคัดกรองมะเร็งตามช่วงอายุและความเสี่ยง
ประโยชน์ของการตรวจสุขภาพเป็นประจำ
๑. วินิจฉัยโรคได้เร็ว
๒. ลดภาวะแทรกซ้อน
๓. เพิ่มโอกาสในการรักษา
10. การสร้างสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อสุขภาพ
การสร้างสิ่งแวดล้อมภายในบ้าน
๑. รักษาความสะอาด
๒. กำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุง
๓. จัดการขยะอย่างถูกต้อง
การสร้างสิ่งแวดล้อมภายในชุมชน
1. ส่งเสริมกิจกรรมออกกำลังกาย
2. ดูแลพื้นที่สาธารณะ
3. สนับสนุนกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพ
พฤติกรรมสุขภาพที่ดีเป็นปัจจัยสำคัญในการลดความเสี่ยงต่อโรคทั้งโรคติดต่อและโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ประกอบด้วยการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ การออกกำลังกายสม่ำเสมอ การนอนหลับเพียงพอ การรักษาสุขอนามัยส่วนบุคคล การจัดการความเครียด การหลีกเลี่ยงบุหรี่และแอลกอฮอล์ การป้องกันโรคติดต่อ และการตรวจสุขภาพเป็นประจำ หากปฏิบัติอย่างต่อเนื่องจะช่วยให้มีสุขภาพแข็งแรง ลดการเจ็บป่วย และมีคุณภาพชีวิตที่ดีในระยะยาว ทั้งต่อตนเอง ครอบครัว และชุมชน

บทบาทของชุมชนในการควบคุมโรคติดต่อและการจัดการเมื่อเกิดการระบาดในชุมชน
โดย นางสาวณัฐสุดา ชำนาญยา ตำแหน่ง นักวิชาการสาธารณสุขปฎิบัติการ รพ.สต.บ้านสาง
ชุมชนมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการป้องกัน ควบคุม และลดการแพร่กระจายของโรคติดต่อ เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่ประชาชนอาศัยอยู่ร่วมกัน มีการติดต่อสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิด หากชุมชนมีความเข้มแข็งและให้ความร่วมมือในการดำเนินมาตรการด้านสาธารณสุข จะช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคและการระบาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ
1. การเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์โรค ชุมชนเป็นด่านแรกในการสังเกตความผิดปกติด้านสุขภาพของประชาชน
หน้าที่สำคัญ
1. สังเกตผู้ที่มีอาการป่วยผิดปกติ
2. แจ้งข้อมูลให้เจ้าหน้าที่สาธารณสุขทราบอย่างรวดเร็ว
3. ติดตามสถานการณ์การระบาดในพื้นที่
4. สนับสนุนการสอบสวนโรคของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ประโยชน์ของการรู้หน้าที่
1. ค้นพบการระบาดได้รวดเร็ว
2. ลดการแพร่กระจายของโรค
3. เพิ่มประสิทธิภาพในการควบคุมโรค
2. การส่งเสริมความรู้ด้านสุขภาพแก่ประชาชน การให้ความรู้ที่ถูกต้องช่วยให้ประชาชนสามารถป้องกันตนเองและครอบครัวได้
กิจกรรมที่ชุมชนสามารถดำเนินการ เช่น จัดอบรมด้านสุขศึกษา การประชาสัมพันธ์ข่าวสารด้านสุขภาพ การรณรงค์การป้องกันโรคตามฤดูกาล การให้คำแนะนำเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพ
ผลที่ได้รับจากการดำเนินการ ประชาชนมีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง ลดความเชื่อผิดเกี่ยวกับโรคเพิ่มพฤติกรรมสุขภาพที่เหมาะสม
3. การส่งเสริมสุขอนามัยและสิ่งแวดล้อมที่ดี สิ่งแวดล้อมที่สะอาดช่วยลดแหล่งสะสมเชื้อโรคและพาหะนำโรค
แนวทางดำเนินงาน
1. ร่วมกันทำความสะอาดชุมชน
2. จัดการขยะอย่างถูกวิธี
3. ดูแลแหล่งน้ำให้สะอาด
4. กำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย
ประโยชน์ของการดำเนินการ
๑. ลดความเสี่ยงโรคไข้เลือดออก
๒. ลดโรคทางเดินอาหาร
๓. ลดการแพร่กระจายของเชื้อโรคในสิ่งแวดล้อม
4. การสนับสนุนการฉีดวัคซีน วัคซีนเป็นเครื่องมือสำคัญในการป้องกันโรคติดต่อหลายชนิด
บทบาทของชุมชน
๑. สนับสนุนการเข้ารับวัคซีนของประชาชน
๒. ประชาสัมพันธ์ข้อมูลเกี่ยวกับวัคซีน
๓. อำนวยความสะดวกในการเข้าถึงบริการวัคซีน
๔. สร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับประโยชน์ของวัคซีน
5. การมีส่วนร่วมในการควบคุมการระบาด เมื่อเกิดการระบาด ชุมชนต้องร่วมมือกับหน่วยงานสาธารณสุขอย่างใกล้ชิด
ตัวอย่างการมีส่วนร่วม เช่น ปฏิบัติตามมาตรการควบคุมโรค ให้ข้อมูลที่ถูกต้องแก่เจ้าหน้าที่ สนับสนุนการคัดกรองผู้ป่วย ช่วยติดตามกลุ่มเสี่ยง
ประโยชน์ของการให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการควบคุมโรค
๑. ควบคุมโรคได้รวดเร็ว
๒. ลดจำนวนผู้ติดเชื้อ
๓. ลดผลกระทบทางสังคมและเศรษฐกิจ

6. การดูแลกลุ่มเสี่ยงในชุมชน กลุ่มเสี่ยงมักมีโอกาสเจ็บป่วยรุนแรงมากกว่าคนทั่วไป
กลุ่มเสี่ยงที่ควรได้รับการดูแล ได้แก่ ผู้สูงอายุ เด็กเล็ก หญิงตั้งครรภ์ ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง ผู้พิการ
แนวทางช่วยเหลือ เช่น การติดตามสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ การสนับสนุนการเข้าถึงบริการสาธารณสุข การให้คำแนะนำด้านการป้องกันโรค
7. การสร้างเครือข่ายความร่วมมือในชุมชน การควบคุมโรคต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายฝ่าย
ภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง เช่น ผู้นำชุมชน อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) โรงเรียน วัด สถานประกอบการ หน่วยงานสาธารณสุข
ประโยชน์ของการสร้างภาคีเครือข่าย
๑. การดำเนินงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น
๒. เข้าถึงประชาชนได้ทั่วถึง
๓. สร้างความเข้มแข็งให้ชุมชน
8. การส่งเสริมพฤติกรรมสุขภาพที่เหมาะสม ชุมชนสามารถเป็นต้นแบบและกระตุ้นให้ประชาชนดูแลสุขภาพตนเอง
พฤติกรรมที่ควรส่งเสริม
๑. การล้างมืออย่างถูกวิธี
๒. การออกกำลังกายสม่ำเสมอ
๓. การรับประทานอาหารที่สะอาดและมีประโยชน์
๔. การสวมหน้ากากเมื่อเจ็บป่วย
๕. การงดสูบบุหรี่และลดการดื่มแอลกอฮอล์
9. บทบาทของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) เป็นกำลังสำคัญในการดำเนินงานด้านสุขภาพในชุมชน
หน้าที่สำคัญของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.)
๑. เฝ้าระวังโรค
๒. ให้ความรู้ด้านสุขภาพ
๓. เยี่ยมบ้านและติดตามผู้ป่วย
๔. ประสานงานกับหน่วยงานสาธารณสุข
๕. สนับสนุนกิจกรรมรณรงค์ป้องกันโรค
ชุมชนมีบทบาทสำคัญในการควบคุมโรคติดต่อ ตั้งแต่การเฝ้าระวังโรค การให้ความรู้ การจัดการสิ่งแวดล้อม การส่งเสริมการฉีดวัคซีน การดูแลกลุ่มเสี่ยง และการสนับสนุนมาตรการควบคุมโรค ความร่วมมือของประชาชน ผู้นำชุมชน อสม. โรงเรียน และหน่วยงานสาธารณสุข จะช่วยลดการแพร่ระบาดของโรค สร้างความปลอดภัยด้านสุขภาพ และยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในชุมชนให้ดียิ่งขึ้นอย่างยั่งยืน
ด้านการบริหารจัดการโครงการ
๑. สรุปผลการดำเนินงานตามวัตถุประสงค์ เป้าหมาย และตัวชี้วัดความสำเร็จ
วัตถุประสงค์ของ
แผนงาน/โครงการ/กิจกรรม ผลการดำเนินงาน สภาพความสำเร็จ
บรรลุ ไม่บรรลุ
1. เพื่อส่งเสริมให้แกนนำสุขภาพประจำหมู่บ้านมีความรู้ มีส่วนร่วมในการดูแลสุขภาพและป้องกันตนเอง แกนนำสุขภาพประจำหมู่บ้านมีความรู้ มีส่วนร่วมในการดูแลสุขภาพและป้องกันตนเอง /
2. เพื่อพัฒนาศักยภาพทักษะส่วนบุคคลและชุมชนให้เกิดความพร้อมในการเฝ้าระวังและควบคุมป้องกันโรค แกนนำสุขภาพมีศักยภาพทักษะส่วนบุคคลและชุมชนให้เกิดความพร้อมในการเฝ้าระวังและควบคุมป้องกันโรค /
3. เพื่อให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการป้องกันและควบคุมโรคติดต่อที่สำคัญอย่างสม่ำเสมอ ต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ ชุมชนมีส่วนร่วมในการป้องกัน และควบคุมโรคติดต่อที่สำคัญ อย่างสม่ำเสมอ ต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ /

๒. รายละเอียดการใช้งบประมาณ
จำนวนเงินที่ได้รับการสนับสนุน 24,800 บาท (สองหมื่นสี่พันแปดร้อยบาทถ้วน)
จำนวนเงินที่ใช้จ่ายจริง 24,800 บาท (สองหมื่นสี่พันแปดร้อยบาทถ้วน)
ดังมีรายการต่อไปนี้
- ค่าอาหาร จำนวน 140 คนๆละ 70 บาท จำนวน 1 มื้อ จำนวน 1 วัน เป็นเงิน 9,800 บาท
- ค่าอาหารว่างและเครื่องดื่ม จำนวน 140 คนๆละ 30 บาท จำนวน 2 มื้อ จำนวน 1 วัน เป็นเงิน 8,400 บาท
- ค่าวัสดุอุปกรณ์ (สมุด,ปากกา,แฟ้มใส่เอกสาร) จำนวน 140 ชุด ๆละ 30 บาท เป็นเงิน 4,200 บาท
- ค่าตอบแทนวิทยากร 6 ชั่วโมงๆละ 400 บาท จำนวน 1 วัน เป็นเงิน 2,400 บาท
รวมทั้งหมดเป็นเงิน 24,800 บาท
๓. สถานที่ดำเนินงาน
โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลท่าจำปี อำเภอเมืองพะเยา จังหวัดพะเยา
๔. กลุ่มเป้าหมาย
กลุ่มผู้ป่วยโรคเรื้อรัง จำนวน 140 คน

๕. สิ่งที่เกิดขึ้น / ผลการดำเนินงาน ตามกิจกรรมที่ดำเนินงาน/สิ่งที่ได้รับของโครงการ
5.1 แกนนำสุขภาพประจำหมู่บ้านมีความรู้ มีส่วนร่วมในการดูแลสุขภาพและป้องกันตนเอง
5.2 แกนนำสุขภาพมีศักยภาพทักษะส่วนบุคคลและชุมชนให้เกิดความพร้อมในการเฝ้าระวังและควบคุมป้องกันโรค
5.3 ชุมชนมีส่วนร่วมในการป้องกันและควบคุมโรคติดต่อที่สำคัญอย่างสม่ำเสมอ ต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ
6. มีประสิทธิภาพปัญหา / อุปสรรคในการทำกิจกรรม/โครงการ
ไม่มี
7. ข้อเสนอแนะในการจัดทำกิจกรรมโครงการครั้งต่อไป
ไม่มี
กิจกรรมในโครงการ
1
ดำเนินการอบรมให้ความรู้เรื่องโรคติดต่อที่สำคัญในพื้นที่ ได้แก่ โรคอุจจาระร่วง,โรคฉี่หนู และโรคมือเท้า ปาก การปรับปรุงสุขาภิบาลอาหาร อนามัยสิ่งแวดล้อม และการลดพฤติกรรมเสี่ยงต่อการติดเชื้อ เช่น การล้างมือสะอาดปราศจากโรค
2
ประชาสัมพันธ์ให้ความรู้เรื่องโรคติดต่อและแจ้งข่าวการระบาดของโรคติดต่อ ผ่านสื่อต่างๆ
3
ติดตามการเฝ้าระวังของหมู่บ้าน แจ้งเตือนภัย การส่งข่าว หรือรายงานเบื้องต้น เพื่อเฝ้าระวังและป้องกัน โรค กรณีมีการเกิดโรคในพื้นที่ ร่วมค้นหาและติดตามผู้ป่วยสงสัย
4
โครงการแกนนำดูแลสุขภาพ ใส่ใจผู้สูงวัยท่าจำปี
ดำเนินการเสร็จแล้ว
กลุ่มเป้าหมาย
แกนนำชุมชน/CG ในตำบลท่าจำปี
จำนวนกลุ่มเป้าหมาย
150 คน
งบประมาณ
฿ 27,000 บาท
แหล่งงบประมาณ
เงินบำรุงรพ.สต.
ระยะเวลาดำเนินการ
ธันวาคม 2568
ผู้รับผิดชอบ
นางจิณณ์ณณัช ชัยก๋า
นโยบายของผู้บริหาร
1.7 สร้างเครือข่ายการดูแลผู้สูงอายุในชุมชน เสริมสร้างความเข้มแข็งของเครือข่าย อสม.
ยุทธศาสตร์การพัฒนาด้านสาธารณสุข
1. การพัฒนางานด้าน สาธารณสุขมูลฐาน 5. การฟื้นฟูสมรรถภาพด้านการ แพทย์
วัตถุประสงค์
1.เพื่อให้แกนนำมีความรู้ ความเข้าใจ และทักษะในการประเมินและดูแลสุขภาพผู้สูงอายุอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการ
2.เพื่อให้ได้ข้อมูลสภาวะสุขภาพของผู้สูงอายุที่เป็นระบบและสามารถนำมาใช้วางแผนการดูแลระยะยาวได้อย่างเหมาะสม
ผลลัพธ์/สรุปโครงการ
สรุปการอบรมโครงการแกนนำดูแลสุขภาพ ใส่ใจผู้สูงวัยท่าจำปี
วันที่ 25 - 29 ธันวาคม พ.ศ.2568
เวลา 08.30 – 16.30 น.
ณ ห้องประชุมโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลท่าจำปี อำเภอเมือง จังหวัดพะเยา

จำนวนผู้เข้าร่วมทั้งหมด 150 คน
สรุปเนื้อหาการประชุม
1. การเปลี่ยนแปลงด้านสุขภาพของผู้สูงอายุและบทบาทของแกนนำ
โดย นางจิณณ์ณณัช ชัยก๋า พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ รพ.สต.ท่าจำปี
2. การใช้แบบประเมิน Barthel ADL อย่างถูกต้อง
โดย นางจิณณ์ณณัช ชัยก๋า พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ รพ.สต.ท่าจำปี
3. จำลองสถานการณ์การประเมินผู้สูงอายุในพื้นที่จริง
โดย นางจิณณ์ณณัช ชัยก๋า พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ รพ.สต.ท่าจำปี
4. แนะแนวการสำรวจสุขภาพในชุมชนและการเก็บข้อมูลแบบฟอร์มร่วมกับรพ.สต
โดย นางจิณณ์ณณัช ชัยก๋า พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ รพ.สต.ท่าจำปี
การเปลี่ยนแปลงด้านสุขภาพของผู้สูงอายุและบทบาทของแกนนำ
โดย นางจิณณ์ณณัช ชัยก๋า พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ รพ.สต.ท่าจำปี
การเปลี่ยนแปลงด้านสุขภาพของผู้สูงอายุ ซึ่งเกิดขึ้นตามวัยและส่งผลต่อคุณภาพชีวิต โดยแบ่งการเปลี่ยนแปลงออกเป็นหลายด้าน ได้แก่
1. การเปลี่ยนแปลงด้านร่างกาย ผู้สูงอายุจะมีความเสื่อมของอวัยวะและระบบต่าง ๆ เช่น กล้ามเนื้ออ่อนแรง กระดูกพรุน สายตาและการได้ยินลดลง รวมถึงการเกิดโรคเรื้อรัง เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน และข้อเข่าเสื่อม จึงจำเป็นต้องดูแลสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ
2. การเปลี่ยนแปลงด้านจิตใจและอารมณ์ ผู้สูงอายุอาจเกิดความเครียด เหงา วิตกกังวล หรือภาวะซึมเศร้า จากการเปลี่ยนแปลงบทบาทในครอบครัวและสังคม การขาดการดูแลเอาใจใส่จึงอาจส่งผลต่อสุขภาพจิต
3. การเปลี่ยนแปลงด้านสังคม บทบาททางสังคมลดลง การเกษียณอายุ และการแยกตัวจากสังคม ทำให้ผู้สูงอายุขาดกิจกรรมและการมีส่วนร่วม ซึ่งอาจกระทบต่อสุขภาพโดยรวม
บทบาทของแกนนำดูแลสุขภาพผู้สูงอายุ แกนนำมีบทบาทสำคัญในการเป็นผู้ประสานงานและผู้ดูแลใกล้ชิดในชุมชน ได้แก่
1. ให้ความรู้และคำแนะนำด้านการดูแลสุขภาพที่เหมาะสม
2. เฝ้าระวังและติดตามสุขภาพผู้สูงอายุ
3. ส่งเสริมการออกกำลังกาย โภชนาการที่เหมาะสม และการดูแลสุขภาพจิต
4. สนับสนุนกิจกรรมทางสังคม เพื่อให้ผู้สูงอายุมีคุณค่าและมีส่วนร่วมในชุมชน
5. ประสานงานกับหน่วยงานสาธารณสุขและครอบครัว
โดยสรุป โครงการแกนนำดูแลสุขภาพ ใส่ใจผู้สูงวัยท่าจำปี มีเป้าหมายเพื่อเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจ และศักยภาพของแกนนำในชุมชน เพื่อให้สามารถดูแลผู้สูงอายุได้อย่างเหมาะสม ส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดี และช่วยให้ผู้สูงอายุมีสุขภาพกาย ใจ และสังคมที่เข้มแข็งอย่างยั่งยืน
การใช้แบบประเมิน Barthel ADL อย่างถูกต้อง
โดย นางจิณณ์ณณัช ชัยก๋า พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ รพ.สต.ท่าจำปี
แบบประเมิน Barthel Activities of Daily Living (Barthel ADL Index) เป็นเครื่องมือที่ใช้ประเมินความสามารถของผู้สูงอายุหรือผู้ป่วยในการช่วยเหลือตนเองในกิจวัตรประจำวัน เพื่อใช้ในการวางแผนดูแล ฟื้นฟู และติดตามภาวะการพึ่งพิงอย่างเหมาะสม การใช้แบบประเมินให้ถูกต้องตามหลัก มีแนวทางดังนี้
1. วัตถุประสงค์ของการประเมิน
เพื่อประเมินระดับความสามารถในการทำกิจวัตรประจำวันขั้นพื้นฐาน เช่น การเคลื่อนไหว การดูแลตนเอง และการขับถ่าย โดยเน้นความสามารถที่ผู้ถูกประเมิน ทำได้จริงในชีวิตประจำวัน ไม่ใช่ความสามารถที่ควรทำได้ตามทฤษฎี
2. หลักการประเมินที่ถูกต้อง
- ประเมินจากการ สังเกต สอบถาม และข้อมูลจริง จากผู้สูงอายุหรือผู้ดูแล
- ควรประเมินในสภาพแวดล้อมจริง หรือใกล้เคียงชีวิตประจำวันมากที่สุด
- ประเมินตามสภาพปัจจุบัน ไม่คาดเดาหรือให้คะแนนเกินความเป็นจริง
- หากผู้สูงอายุต้องการความช่วยเหลือ ให้ให้คะแนนตามระดับความช่วยเหลือที่ต้องใช้
- ผู้ประเมินควรมีความเข้าใจเกณฑ์การให้คะแนนแต่ละข้ออย่างชัดเจน
3. รายการประเมิน Barthel ADL แบบประเมินประกอบด้วย 10 กิจกรรมหลัก ได้แก่
- การรับประทานอาหาร
- การลุกย้ายจากที่นอน/เก้าอี้
- การดูแลความสะอาดร่างกาย
- การใช้ห้องน้ำ
- การอาบน้ำ
- การเดินหรือใช้รถเข็น
- การขึ้น–ลงบันได
- การแต่งกาย
- การควบคุมการถ่ายอุจจาระ
- การควบคุมการถ่ายปัสสาวะ
แต่ละกิจกรรมจะมีระดับคะแนนแตกต่างกันตามความสามารถ ตั้งแต่ ทำไม่ได้เลย ต้องพึ่งพาผู้อื่นทั้งหมด ไปจนถึงสามารถทำได้เอง
4. การให้คะแนนและการแปลผล คะแนนรวมเต็ม 100 คะแนน (หรือบางรูปแบบใช้ 20 คะแนน)
การแปลผลโดยทั่วไป ได้แก่
- 0–20 คะแนน พึ่งพาผู้อื่นทั้งหมด
- 21–60 คะแนน พึ่งพาปานกลาง
- 61–90 คะแนน พึ่งพาน้อย
- 91–100 คะแนน ช่วยเหลือตนเองได้ดี
ผลการประเมินควรนำไปใช้วางแผนการดูแล การฟื้นฟูสมรรถภาพ และการจัดบริการด้านสุขภาพที่เหมาะสม
5. ข้อควรระวังในการใช้แบบประเมิน
- ไม่ควรประเมินเพียงครั้งเดียว หากมีการเปลี่ยนแปลงด้านสุขภาพควรประเมินซ้ำ
- หลีกเลี่ยงอคติหรือความเห็นส่วนตัวของผู้ประเมิน
- ควรบันทึกผลอย่างครบถ้วนและเป็นความลับ
- ใช้แบบประเมินเป็นเครื่องมือสนับสนุนการดูแล ไม่ใช่การตัดสินคุณค่าของผู้สูงอายุ
การใช้แบบประเมิน Barthel ADL อย่างถูกต้องตามหลัก จะช่วยให้ทราบระดับความสามารถในการดำเนินชีวิตประจำวันของผู้สูงอายุได้อย่างถูกต้อง ช่วยให้แกนนำและบุคลากรที่เกี่ยวข้องสามารถวางแผนการดูแล ส่งเสริมการพึ่งพาตนเอง และยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การประเมินคะแนน ADL (Barthel ADL) แต่ละระดับ การประเมินคะแนน Barthel Activities of Daily Living (ADL) ใช้เพื่อแบ่งระดับความสามารถในการช่วยเหลือตนเองของผู้สูงอายุหรือผู้ป่วย โดยอิงจากคะแนนรวมที่ได้จากการประเมินกิจวัตรประจำวัน 10 รายการ ซึ่งสามารถสรุประดับคะแนนและความหมายได้ดังนี้
1. ระดับพึ่งพิงทั้งหมด (Dependent) คะแนน 0–20 คะแนน
- ไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้
- ต้องได้รับการช่วยเหลือจากผู้อื่นเกือบทุกกิจกรรม
- ไม่สามารถเคลื่อนไหวหรือทำกิจวัตรประจำวันด้วยตนเอง
- ต้องมีผู้ดูแลตลอดเวลา
แนวทางการดูแล ดูแลอย่างใกล้ชิด ป้องกันภาวะแทรกซ้อน เช่น แผลกดทับ ภาวะติดเชื้อ และส่งเสริมการฟื้นฟูตามสภาพ
2. ระดับพึ่งพิงมาก (Severe Dependency) คะแนน 21–40 คะแนน
- ช่วยเหลือตนเองได้น้อยมาก
- ต้องการความช่วยเหลือในกิจกรรมหลักเกือบทั้งหมด
- อาจเคลื่อนไหวได้บ้าง แต่ไม่ปลอดภัยหากทำคนเดียว
แนวทางการดูแล มีผู้ช่วยดูแลประจำ กระตุ้นการเคลื่อนไหวและฟื้นฟูสมรรถภาพตามความเหมาะสม
3. ระดับพึ่งพิงปานกลาง (Moderate Dependency) คะแนน 41–60 คะแนน
- สามารถทำกิจกรรมบางอย่างได้เอง
- ยังต้องการความช่วยเหลือในกิจกรรมที่ซับซ้อนหรือใช้แรงมาก
- มีความเสี่ยงต่อการหกล้ม
แนวทางการดูแล ส่งเสริมการทำกิจกรรมด้วยตนเอง เพิ่มความแข็งแรง และปรับสภาพแวดล้อมให้ปลอดภัย
4. ระดับพึ่งพิงน้อย (Mild Dependency) คะแนน 61–90 คะแนน
- ช่วยเหลือตนเองได้เกือบทั้งหมด
- ต้องการความช่วยเหลือเพียงเล็กน้อยในบางกิจกรรม
- สามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ค่อนข้างปกติ
แนวทางการดูแล ส่งเสริมการพึ่งพาตนเอง ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และเฝ้าระวังการเปลี่ยนแปลงด้านสุขภาพ
5. ระดับช่วยเหลือตนเองได้ดี (Independent) คะแนน 91–100 คะแนน
- สามารถทำกิจวัตรประจำวันได้เองทั้งหมด
- ไม่ต้องพึ่งพาผู้อื่น
- มีความคล่องตัวและปลอดภัยในการใช้ชีวิต
แนวทางการดูแล ส่งเสริมสุขภาพเชิงป้องกัน รักษาความแข็งแรงของร่างกายและจิตใจ

การแบ่งระดับคะแนน ADL ช่วยให้บุคลากรสาธารณสุข แกนนำชุมชน และผู้ดูแล เข้าใจระดับการพึ่งพิงของผู้สูงอายุได้ชัดเจน สามารถวางแผนการดูแล ฟื้นฟู และติดตามสุขภาพได้อย่างเหมาะสม เพื่อให้ผู้สูงอายุมีคุณภาพชีวิตที่ดีและพึ่งพาตนเองได้มากที่สุด

คะแนน ADL (Barthel ADL) แยกตามพฤติกรรม/กิจกรรม
การประเมิน Barthel ADL ประกอบด้วย 10 พฤติกรรมหลัก โดยให้คะแนนตามระดับความสามารถของผู้สูงอายุหรือผู้ป่วยในการช่วยเหลือตนเอง ดังนี้
1. การรับประทานอาหาร
- 0 คะแนน ไม่สามารถรับประทานเองได้ ต้องป้อนทั้งหมด
- 5 คะแนน รับประทานเองได้บางส่วน ต้องช่วยเตรียมอาหาร/ป้อนบางส่วน
- 10 คะแนน รับประทานเองได้ทั้งหมด
2. การอาบน้ำ
- 0 คะแนน ต้องช่วยทั้งหมด
- 5 คะแนน อาบน้ำเองได้
3. การดูแลความสะอาดร่างกาย (ล้างหน้า แปรงฟัน หวีผม)
- 0 คะแนน ต้องช่วยทั้งหมด
- 5 คะแนน ทำได้เอง
4. การแต่งกาย
- 0 คะแนน ต้องช่วยทั้งหมด
- 5 คะแนน แต่งตัวเองได้บางส่วน
- 10 คะแนน แต่งตัวเองได้ทั้งหมด
5. การควบคุมการถ่ายอุจจาระ
- 0 คะแนน กลั้นไม่ได้เลย
- 5 คะแนน กลั้นไม่ได้เป็นครั้งคราว
- 10 คะแนน กลั้นได้ปกติ
6. การควบคุมการถ่ายปัสสาวะ
- 0 คะแนน กลั้นไม่ได้เลย
- 5 คะแนน กลั้นไม่ได้เป็นครั้งคราว
- 10 คะแนน กลั้นได้ปกติ
7. การใช้ห้องน้ำ
- 0 คะแนน ต้องช่วยทั้งหมด
- 5 คะแนน ช่วยเหลือตนเองได้บางส่วน
- 10 คะแนน ใช้ห้องน้ำได้เองทั้งหมด
8. การลุกย้ายจากที่นอน/เก้าอี้
- 0 คะแนน ไม่สามารถลุกย้ายได้
- 5 คะแนน ต้องช่วยมาก
- 10 คะแนน ต้องช่วยเล็กน้อย
- 15 คะแนน ลุกย้ายได้เอง
9. การเดินหรือการเคลื่อนที่
- 0 คะแนน เคลื่อนไหวไม่ได้
- 5 คะแนน นั่งรถเข็นเองไม่ได้
- 10 คะแนน เดินได้โดยมีผู้ช่วย / ใช้อุปกรณ์
- 15 คะแนน เดินได้เอง
10. การขึ้น–ลงบันได
- 0 คะแนน ไม่สามารถขึ้น–ลงได้
- 5 คะแนน ต้องช่วย
- 10 คะแนน ขึ้น–ลงได้เอง
หมายเหตุสำคัญ
- ให้คะแนนตามความสามารถที่ทำได้จริงในชีวิตประจำวัน
- หากใช้อุปกรณ์ช่วย (ไม้เท้า รถเข็น) ให้ประเมินตามความสามารถจริงขณะใช้อุปกรณ์
- ควรประเมินซ้ำเมื่อสภาพร่างกายเปลี่ยนแปลง

จำลองสถานการณ์การประเมินผู้สูงอายุในพื้นที่จริง
โดย นางจิณณ์ณณัช ชัยก๋า พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ รพ.สต.ท่าจำปี
ข้อมูลกรณีศึกษา
นายสมชาย อายุ 72 ปี มีโรคประจำตัวความดันโลหิตสูงและข้อเข่าเสื่อม อาศัยอยู่กับภรรยา สามารถทำกิจวัตรประจำวันได้บางส่วน เดินภายในบ้านได้โดยใช้ไม้เท้า ต้องมีคนช่วยในบางกิจกรรม
การประเมิน ADL รายพฤติกรรม
1. การรับประทานอาหาร
รับประทานอาหารเองได้ แต่ต้องมีคนช่วยเตรียมอาหาร
→ 10 คะแนน
2. การอาบน้ำ
ต้องมีคนช่วยอาบน้ำ เนื่องจากยืนได้นานไม่มั่นคง
→ 0 คะแนน
3. การดูแลความสะอาดร่างกาย
ล้างหน้า แปรงฟัน หวีผม ได้เอง
→ 5 คะแนน
4. การแต่งกาย
ใส่เสื้อผ้าเองได้บางส่วน แต่ต้องช่วยใส่กางเกง
→ 5 คะแนน
5. การควบคุมการถ่ายอุจจาระ
กลั้นได้ปกติ
→ 10 คะแนน
6. การควบคุมการถ่ายปัสสาวะ
กลั้นไม่ได้เป็นบางครั้ง
→ 5 คะแนน
7. การใช้ห้องน้ำ
ใช้ห้องน้ำได้เอง แต่ต้องมีคนพยุงขึ้น–ลงโถ
→ 5 คะแนน
8. การลุกย้ายจากที่นอน/เก้าอี้
ลุกยืนได้โดยมีคนช่วยเล็กน้อย
→ 10 คะแนน
9. การเดิน/การเคลื่อนที่
เดินได้โดยใช้ไม้เท้า และมีคนดูแลใกล้ชิด
→ 10 คะแนน
10. การขึ้น–ลงบันได
ต้องมีคนช่วยพยุง
→ 5 คะแนน
สรุปคะแนนรวม ADL 10 + 0 + 5 + 5 + 10 + 5 + 5 + 10 + 10 + 5 = 65 คะแนน
การแปลผล คะแนน 65 คะแนน = ระดับพึ่งพิงน้อย (Mild Dependency)
ผู้สูงอายุสามารถช่วยเหลือตนเองได้เกือบทั้งหมด แต่ยังต้องการความช่วยเหลือบางกิจกรรม
แนวทางการดูแลตามผลประเมิน
- ส่งเสริมการออกกำลังกายเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขา
- ปรับสภาพแวดล้อมในห้องน้ำและบันไดให้ปลอดภัย
- แกนนำหรือผู้ดูแลควรติดตามประเมิน ADL ซ้ำเป็นระยะ
ด้านการบริหารจัดการโครงการ
1. สรุปผลการดำเนินงานตามวัตถุประสงค์ เป้าหมาย และตัวชี้วัดความสำเร็จ
วัตถุประสงค์ของ
แผนงาน/โครงการ/กิจกรรม ผลการดำเนินงาน สภาพความสำเร็จ
บรรลุ ไม่บรรลุ
1. เพื่อให้แกนนำมีความรู้ ความเข้าใจและทักษะในการประเมินการดูแลสุขภาพผู้สูงอายุอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการ แกนนำมีความรู้ ความเข้าใจและทักษะในการประเมินการดูแลสุขภาพผู้สูงอายุอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการ /
2. เพื่อให้ได้ข้อมูลสภาวะสุขภาพของผู้สูงอายุที่เป็นระบบและสามารถนำมาใช้วางแผนการดูแลระยะยาวได้อย่างเหมาะสม
ได้ข้อมูลสภาวะสุขภาพของผู้สูงอายุที่เป็นระบบและสามารถนำมาใช้วางแผนการดูแลระยะยาวได้อย่างเหมาะสม
/
3. เพื่อให้มีการบูรณาการทำงานร่วมกันของหน่วยงานและภาคประชาชนเพื่อพัฒนาระบบดูแลผู้สูงอายุและภาคีเครือข่าย เกิดการบูรณาการทำงานร่วมกันของหน่วยงานและภาคประชาชนเพื่อพัฒนาระบบดูแลผู้สูงอายุและภาคีเครือข่าย /

2. รายละเอียดการใช้งบประมาณ
จำนวนเงินที่ได้รับการสนับสนุน 27,000 บาท (สองหมื่นเจ็ดพันบาทถ้วน)
จำนวนเงินที่ใช้จ่ายจริง 27,000 บาท (สองหมื่นเจ็ดพันบาทถ้วน)
ดังมีรายการต่อไปนี้
- ค่าอาหาร จำนวน 50 คนๆละ 80 บาท จำนวน 1 มื้อ จำนวน 3 วัน เป็นเงิน 12,000 บาท
- ค่าอาหารว่างและเครื่องดื่ม จำนวน 50 คนๆละ 35 บาท จำนวน 2 มื้อ จำนวน 3 วัน เป็นเงิน 10,500 บาท
- ค่าวัสดุอุปกรณ์ (สมุด,ปากกา,แฟ้มใส่เอกสาร) จำนวน 150 ชุด ๆละ 30 บาท เป็นเงิน 4,500 บาท
รวมทั้งหมดเป็นเงิน 27,000 บาท
3. สถานที่ดำเนินงาน
ห้องประชุมเทศบาลตำบลท่าจำปี อำเภอเมือง จังหวัดพะเยา
4. กลุ่มเป้าหมาย
แกนนำชุมชน/CG ในตำบลท่าจำปี จำนวน 150 คน ดำเนินการอบรม 3 รุ่น รุ่นละ 50 คน

5. สิ่งที่เกิดขึ้น / ผลการดำเนินงาน ตามกิจกรรมที่ดำเนินงาน/สิ่งที่ได้รับของโครงการ
5.1 แกนนำมีความรู้ ความเข้าใจและทักษะในการประเมินการดูแลสุขภาพผู้สูงอายุอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการ
5.2 ได้ข้อมูลสภาวะสุขภาพของผู้สูงอายุที่เป็นระบบและสามารถนำมาใช้วางแผนการดูแลระยะยาวได้อย่างเหมาะสม
5.3 เกิดการบูรณาการทำงานร่วมกันของหน่วยงานและภาคประชาชนเพื่อพัฒนาระบบดูแลผู้สูงอายุและภาคีเครือข่าย
6. ปัญหา / อุปสรรคในการทำกิจกรรม/โครงการ
ไม่มี
7. ข้อเสนอแนะในการจัดทำกิจกรรมโครงการครั้งต่อไป
ไม่มี
กิจกรรมในโครงการ
1
จัดอบรมเชิงปฏิบัติการพัฒนาศักยภาพแกนนำชุมชนโดยจัดอบรมหลักสูตรเชิงปฎิบัติการ จำนวน 3 วันๆละ 50 คน รวมทั้งหมด 150 คน
2
ดำเนินการสำรวจและประเมินสภาวะสุขภาพผู้สูงอายุในพื้นที่ โดยแกนนำชุมชนร่วมกับเจ้าหน้าที่รพ.สต.
5
โครงการแกนนำสร้างความเข้มแข็งทางใจ เฝ้าระวังปัญหาสุขภาพจิต
ดำเนินการเสร็จแล้ว
กลุ่มเป้าหมาย
กลุ่มวัยทำงาน
จำนวนกลุ่มเป้าหมาย
50 คน
งบประมาณ
฿ 8,000 บาท
แหล่งงบประมาณ
งบกองทุนหลักประกันสุขภาพตำบลท่าจำปี
ระยะเวลาดำเนินการ
กุมภาพันธ์ 2569 - สิงหาคม 2569
ผู้รับผิดชอบ
นางสาวปราจรีย์ พรหมเผ่า
นโยบายของผู้บริหาร
1.6 ส่งเสริมสุขภาพจิตและการดูแลผู้สูงอายุ
ยุทธศาสตร์การพัฒนาด้านสาธารณสุข
5. การฟื้นฟูสมรรถภาพด้านการ แพทย์ 7. การส่งเสริมสุขภาพและ ป้องกันโรคไม่ติดต่อ (NCDs)
วัตถุประสงค์
1.เพื่อให้ผู้เข้าร่วมโครงการ มีความรู้เรื่องการดูแลสุขภาพจิต การจัดการทางอารมณ์ รวมถึงปัญหาหรือโรคทางจิตใจและอารมณ์
2.เพื่อให้ผู้เข้าร่วมโครงการ มีทัศนคติที่ดีต่อการดูแลผู้ป่วยหรือผู้ที่เสี่ยงเป็นโรคทางจิตใจและอารมณ์
3.เพื่อให้ผู้เข้าร่วมโครงการ เป็นแกนนำในการเฝ้าระวังปัญหาสุขภาพจิตที่อาจเกิดขึ้นในชุมชน สามารถให้คำแนะนำ และส่งต่อผู้ป่วยเข้าสู่กระบวนการรักษาที่เหมาะสมได้
ผลลัพธ์/สรุปโครงการ
สรุปการอบรมโครงการ “แกนนำสร้างความเข้มแข็งทางใจ เฝ้าระวังปัญหาสุขภาพจิต”
ประจำปี 2569
วันที่ 5 เดือน มิถุนายน 2569 เวลา 08.30 – 16.30 น.
ณ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลท่าจำปี อำเภอเมือง จังหวัดพะเยา

จำนวนผู้เข้าร่วมทั้งหมด 150 คน
สรุปเนื้อหาการประชุม
1. สถานการณ์ปัญหาสุขภาพจิต ในตำบลท่าจำปี
โดย นาง อำภาพร ชาวเมือง ตำแหน่ง ผู้อำนวยการโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลท่าจำปี
2. เติมข้อมูลความรู้เรื่องสุขภาพจิต
โดย นางสาว ปราจรีย์ พรหมเผ่า ตำแหน่งพยาบาลวิชาชีพปฏิบัติการ รพ.สต.ท่าจำปี
3. สัญญาณเตือนของภาวะความเครียด ซึมเศร้า ภาวะการฆ่าตัวตายและการช่วยเหลือส่งต่อ
โดย นางสาว ปราจรีย์ พรหมเผ่า ตำแหน่งพยาบาลวิชาชีพปฏิบัติการ รพ.สต.ท่าจำปี
4. การสำรวจและประเมินสุขภาพ
โดย นางสาว ปราจรีย์ พรหมเผ่า ตำแหน่งพยาบาลวิชาชีพปฏิบัติการ รพ.สต.ท่าจำปี
5. การรู้เท่าทันผ่านกระบวนการ การเสริมสร้างสมดุล และการส่งเสริม ปรับเปลี่ยนภาวะทางจิต
ที่เข้มแข็งในการเฝ้าระวังและสังเกตบุคคลที่มีความเสี่ยง
โดย นางสาว ปราจรีย์ พรหมเผ่า ตำแหน่งพยาบาลวิชาชีพปฏิบัติการ รพ.สต.ท่าจำปี
6. ทำความเข้าใจรายละเอียดการส่งเสริมและสนับสนุนการดูแลสุขภาพกลุ่มเป้าหมาย
โดย นางสาว ปราจรีย์ พรหมเผ่า ตำแหน่งพยาบาลวิชาชีพปฏิบัติการ รพ.สต.ท่าจำปี

สถานการณ์ปัญหาสุขภาพจิต ในตำบลท่าจำปี
โดย นางอำภาพร ชาวเมือง ตำแหน่ง ผู้อำนวยการโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลท่าจำปี
อัตราการฆ่าตัวตายและพยายามฆ่าตัวตาย ปีงบประมาณ 2564-2568 ต่อแสนประชากรของจังหวัดพะเยา
ปี 2564 - มีอัตราฆ่าตัวตายสำเร็จ 11.34 ต่อ แสนประชากร
- มีอัตราฆ่าตัวตายไม่สำเร็จ 24.82 ต่อ แสนประชากร
ปี 2565 - มีอัตราฆ่าตัวตายสำเร็จ 22.68 ต่อ แสนประชากร
- มีอัตราฆ่าตัวตายไม่สำเร็จ 47.9 ต่อ แสนประชากร
ปี 2566 - มีอัตราฆ่าตัวตายสำเร็จ 22.08 ต่อ แสนประชากร
- มีอัตราฆ่าตัวตายไม่สำเร็จ 42.11 ต่อ แสนประชากร
ปี 2567 - มีอัตราฆ่าตัวตายสำเร็จ 18.15 ต่อ แสนประชากร
- มีอัตราฆ่าตัวตายไม่สำเร็จ 30.77 ต่อ แสนประชากร
ปี 2568 - มีอัตราฆ่าตัวตายสำเร็จ 18.39 ต่อ แสนประชากร
- มีอัตราฆ่าตัวตายไม่สำเร็จ 26.37 ต่อ แสนประชากร
ในปี 2568 อำเภอเมืองพะเยาฆ่าตัวตายสำเร็จ 13 คน , ตำบลท่าจำปี ฆ่าตัวตายสำเร็จ 3 คน ปัจจัยหลักมาจาก ติดสุรา ป่วยทางกายรุนแรงติดสารเสพติด และป่วยจิตเวช ปัจจัยกระตุ้นมาจาก วิกฤตชีวิต ฤทธิ์สารเสพติด อาการทางจิตกำเริบ ทราบข่าวฆ่าตัวตายหรือเคยทำร้ายตัวเอง

เติมข้อมูลความรู้เรื่องสุขภาพจิต
โดย นางสาว ปราจรีย์ พรหมเผ่า ตำแหน่งพยาบาลวิชาชีพปฏิบัติการ รพ.สต.ท่าจำปี
โรคเครียด หรือภาวการณ์ปรับตัวผิดปกติ เมื่อร่างกายเผชิญกับภาวะกดดัน
ผลกระทบจากโรคเครียด
- ทางด้านร่างกาย ปวดศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน ความดันโลหิตสูง
- ทางด้านจิตใจและอารมณ์ หมกหมุ่น ครุ่นคิด วิตกกังวล หดหู่ ซึมเศร้า
- ทางด้านพฤติกรรม เบื่ออาหาร นอนไม่หลับ ร้องไห้ง่าย ไม่อยากทำอะไร
วิธีจัดการความเครียด การฝึกหายใจลดความเครียด
โรคซึมเศร้า เป็นโรคทางจิตเวชชนิดหนึ่งเกิดจากสารเคมีในสมองชื่อว่า เซโรโทนิน ที่ลดลง ทำให้เกิดอาการป่วยทั้งร่างกายและจิตใจ ทำให้ผู้ป่วยไม่มีความสุข วิจกกังวล อาจปล่อยไว้อาจมีความคิดอย่ากฆ่าตัวตายได้

สัญญาณเตือนของภาวะความเครียด ซึมเศร้า ภาวะการฆ่าตัวตายและการช่วยเหลือส่งต่อ
โดย นางสาว ปราจรีย์ พรหมเผ่า ตำแหน่งพยาบาลวิชาชีพปฏิบัติการ รพ.สต.ท่าจำปี
สัญญาณอันตรายสูงสุด ภาวะความเครียด ซึมเศร้า ภาวะการฆ่าตัวตาย
- พูดอยากตาย "ตายไปจะดีกว่า"
- มีแผนชัดเจน พูดถึงวิธีการ
- ขอขมา บอกลาคนรอบข้าง
- สดใสกะทันหัน หลังซึมเศร้านาน
- เคยพยายามฆ่าตัวตายมาก่อน
- แจกของ จัดการทรัพย์สิน
การดำเนินการเมื่อพบสัญญาณฉุกเฉิน 5 ขั้นตอนสำคัญ การดำเนินการเมื่อพบสัญญาณฉุกเฉิน
- ไม่ทิ้งให้อยู่คนเดียวอยู่เป็นเพื่อน ไม่ปล่อยให้โดดเดี่ยว
- แจ้งญาติทันทีโทรหาลูก/ผู้ดูแล ให้มาดูแล
- โทร 1323 สายด่วนสุขภาพจิต 24 ชม.
- พบแพทย์ทันที พาไปโรงพยาบาล ไม่รอช้า
- เก็บเครื่องมือเสี่ยง ยานอนหลับ ยาแก้ปวด เชือก มีด สารเคมี
การสำรวจและประเมินสุขภาพ
โดย นางสาว ปราจรีย์ พรหมเผ่า ตำแหน่งพยาบาลวิชาชีพปฏิบัติการ รพ.สต.ท่าจำปี
- การสร้างความเข้มแข็งทางจิตใจ คือ ความสามารถที่จะปรับตัว ปรับใจกับเหตุการณ์วิกฤตของชีวิตและฟื้นคืนสู่สถาวะปกติหลังจากเจอเหตุการณ์วิกฤต
- ให้เขียนข้อความสร้างพลังใจ 3 หัวข้อ โดยมีหัวข้อดังนี้
- สักวันหนึ่ง ฉันจะ.......
- โชคดีที่เรายัง......
- ขอบคุณนะที่.......
- ให้เขียนข้อความสร้างกำลังให้ตัวเอง 3 ข้อ โดยมีหัวข้อดังนี้
- ฉันก็มีดีที่.......
- คนนี้/สิ่งนี้ เราพึ่งได้
- ข้อคิด/คำคมสร้างพลังใจ
การรู้เท่าทันผ่านกระบวนการ การเสริมสร้างสมดุล และการส่งเสริม ปรับเปลี่ยนภาวะทางจิตที่เข้มแข็งใน
การเฝ้าระวังและสังเกตบุคคลที่มีความเสี่ยง
โดย นางสาว ปราจรีย์ พรหมเผ่า ตำแหน่งพยาบาลวิชาชีพปฏิบัติการ รพ.สต.ท่าจำปี
ทักษะการดูแลเบื้องต้น หลัก 5A และเทคนิคการสื่อสาร สำหรับ อสม.
1. Ask (ถาม) – เข้าหาด้วยความห่วงใย เป็นขั้นตอนแรกในการสร้างความไว้วางใจและเก็บข้อมูลที่จำเป็น
แนวทางปฏิบัติ
- ทักทายด้วยความสุภาพ เป็นมิตร
- สอบถามสารทุกข์สุขดิบและปัญหาสุขภาพ
- ใช้คำถามปลายเปิดเพื่อให้ผู้รับบริการเล่าเรื่องได้มากขึ้น
- แสดงความสนใจและความห่วงใยอย่างจริงใจ
ตัวอย่าง
- "ช่วงนี้สุขภาพเป็นอย่างไรบ้างครับ/คะ"
- "มีเรื่องอะไรที่กังวลเกี่ยวกับสุขภาพหรือไม่"
- "การใช้ชีวิตประจำวันมีปัญหาอะไรบ้าง"
สิ่งสำคัญ
- ไม่ซักถามเหมือนสอบสวน
- ไม่ตำหนิหรือตัดสิน
- สร้างบรรยากาศที่เป็นมิตร
2. Assess (ประเมิน) – สังเกตพฤติกรรม ใช้หลัก 2 ส. 0 ส. หลังจากสอบถามข้อมูลแล้ว ต้องประเมินสภาพ
ปัญหาและความต้องการของผู้รับบริการ
ประเมินจาก
- การพูดคุย
- พฤติกรรม
- สภาพร่างกาย
- สภาพจิตใจ
- สิ่งแวดล้อมในบ้าน
หลัก 2 ส. 0 ส.
- สังเกต สีหน้า อารมณ์ พฤติกรรม และสิ่งแวดล้อม
- สอบถาม ข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อให้เข้าใจปัญหา
- ไม่สรุปเอง โดยไม่มีข้อมูลเพียงพอ
ตัวอย่าง
- ผู้สูงอายุดูซึม ไม่ค่อยพูด
- ผู้ป่วยเบาหวานยังดื่มน้ำหวานทุกวัน
- บ้านมีความเสี่ยงต่อการหกล้ม
เป้าหมาย เพื่อค้นหาปัญหา ความเสี่ยง และความพร้อมในการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม
3. Assist (ช่วยเหลือ) – ฟังอย่างตั้งใจ ไม่ตัดสิน เมื่อทราบปัญหาแล้ว อสม.ต้องช่วยเหลืออย่างเหมาะสม
- แนวทางปฏิบัติ
- รับฟังอย่างตั้งใจ (Active Listening)
- เปิดโอกาสให้ระบายความรู้สึก
- แสดงความเข้าใจและเห็นใจ
- ช่วยคิดหาทางเลือกในการแก้ปัญหา
- สนับสนุนให้ผู้รับบริการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ
- ตัวอย่าง
- "เข้าใจว่าการเลิกบุหรี่เป็นเรื่องยาก"
- "มีอะไรที่ทำให้รู้สึกกังวลเป็นพิเศษไหมครับ/คะ"
- "เราลองหาวิธีที่เหมาะกับคุณด้วยกันนะ"
- สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง
- การตำหนิ
- การเปรียบเทียบ
- การสั่งหรือบังคับ
4. Advise (แนะนำ) ชี้ทางและหาความช่วยเหลือ ให้ข้อมูลและคำแนะนำที่ถูกต้อง เหมาะสมกับบริบทของแต่ละคน
แนวทางปฏิบัติ
- ให้ข้อมูลที่เข้าใจง่าย
- อธิบายประโยชน์และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น
- เสนอทางเลือกที่สามารถปฏิบัติได้จริง
- แนะนำแหล่งช่วยเหลือหรือบริการสุขภาพ
ตัวอย่าง
- แนะนำการลดหวาน ลดเค็ม
- แนะนำการออกกำลังกายที่เหมาะสม
- แนะนำการรับประทานยาอย่างถูกต้อง
- แนะนำการเข้ารับบริการที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล
หลักสำคัญ
- แนะนำด้วยความเคารพ
- ไม่บังคับ
- ใช้ภาษาง่ายและเหมาะสมกับวัย
5. Arrange (ประสาน ส่งต่อ และติดตามต่อเนื่อง) เป็นการดูแลต่อเนื่องเพื่อให้การช่วยเหลือเกิดผลจริง
แนวทางปฏิบัติ
- ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
- ส่งต่อเมื่อเกินขอบเขตหน้าที่ของ อสม.
- นัดหมายติดตามผล
- เยี่ยมบ้านหรือโทรติดตามอย่างต่อเนื่อง
- รายงานข้อมูลให้เจ้าหน้าที่สาธารณสุขทราบ
ตัวอย่าง
- ประสาน รพ.สต. เมื่อพบผู้ป่วยเสี่ยงโรคเรื้อรัง
- ส่งต่อผู้มีภาวะซึมเศร้าหรือเสี่ยงทำร้ายตนเอง
- ติดตามการรับประทานยาและการปรับพฤติกรรม
เป้าหมาย เพื่อให้ผู้รับบริการได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่อง ไม่หลุดจากระบบการดูแล
หัวใจของ 5A สำหรับ อสม. คือ ถามด้วยความห่วงใย ประเมินอย่างเข้าใจ ช่วยเหลือด้วยการรับฟัง แนะนำอย่างเหมาะสม และติดตามอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ประชาชนได้รับการดูแลสุขภาพแบบองค์รวมและยั่งยืน ในชุมชน

ทำความเข้าใจรายละเอียดการส่งเสริมและสนับสนุนการดูแลสุขภาพกลุ่มเป้าหมาย
โดย นางสาว ปราจรีย์ พรหมเผ่า ตำแหน่งพยาบาลวิชาชีพปฏิบัติการ รพ.สต.ท่าจำปี
การส่งเสริมและสนับสนุนการดูแลสุขภาพกลุ่มเป้าหมาย (Target Group Health Promotion and Support) คือกระบวนการวางแผน ดำเนินงาน และติดตามผล เพื่อให้ประชาชนหรือกลุ่มเฉพาะได้รับการดูแลสุขภาพที่เหมาะสม ลดความเสี่ยงต่อโรค และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น โดยมุ่งเน้นการป้องกันโรคก่อนเกิดปัญหา มากกว่าการรักษาเมื่อเจ็บป่วยแล้ว
1. ความหมายของการส่งเสริมและสนับสนุนการดูแลสุขภาพ
การส่งเสริมสุขภาพ (Health Promotion) หมายถึง การดำเนินกิจกรรมที่ช่วยให้ประชาชนสามารถควบคุมและพัฒนาสุขภาพของตนเองได้ เช่น การให้ความรู้ การสร้างพฤติกรรมสุขภาพที่เหมาะสม และการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อสุขภาพ
การสนับสนุนการดูแลสุขภาพ (Health Support) หมายถึง การจัดบริการ ทรัพยากร และระบบช่วยเหลือ เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงการดูแลสุขภาพได้อย่างทั่วถึงและต่อเนื่อง
2. วัตถุประสงค์หลัก
1. ป้องกันโรคและลดปัจจัยเสี่ยง
2. ส่งเสริมพฤติกรรมสุขภาพที่ถูกต้อง
3. เพิ่มการเข้าถึงบริการสุขภาพ
4. ลดความเหลื่อมล้ำทางสุขภาพ
5. พัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน
6. ลดภาระค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาล
3. กลุ่มเป้าหมายสำคัญ
3.1 หญิงตั้งครรภ์และหลังคลอด การดูแลประกอบด้วย
- ฝากครรภ์ตามเกณฑ์
- รับวัคซีนที่จำเป็น
- ตรวจคัดกรองภาวะแทรกซ้อน
- ให้ความรู้เรื่องโภชนาการ
- ส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่
- ติดตามสุขภาพหลังคลอด
ผลลัพธ์ที่คาดหวัง
- แม่และเด็กปลอดภัย
- ลดอัตราการเสียชีวิตของมารดาและทารก
3.2 ทารกและเด็กปฐมวัย กิจกรรมสำคัญ
- ฉีดวัคซีนครบตามเกณฑ์
- ติดตามการเจริญเติบโต
- ประเมินพัฒนาการ
- ส่งเสริมโภชนาการ
- ป้องกันโรคอ้วนและภาวะทุพโภชนาการ
ผลลัพธ์
- เด็กเติบโตสมวัย
- พัฒนาการเหมาะสมตามช่วงอายุ

3.3 เด็กวัยเรียน แนวทางส่งเสริมสุขภาพ
- ตรวจสุขภาพประจำปี
- ตรวจสายตาและสุขภาพช่องปาก
- ส่งเสริมการออกกำลังกาย
- ป้องกันการสูบบุหรี่และสารเสพติด
- ส่งเสริมสุขภาพจิต
ผลลัพธ์
- เด็กมีสุขภาพแข็งแรง
- ลดพฤติกรรมเสี่ยง
3.4 วัยรุ่น กิจกรรมสำคัญ
- ให้ความรู้เรื่องเพศศึกษา
- ป้องกันการตั้งครรภ์ไม่พร้อม
- ป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
- ส่งเสริมสุขภาพจิต
- ป้องกันการใช้สารเสพติด
ผลลัพธ์
- ลดปัญหาสุขภาพทางเพศ
- ลดภาวะซึมเศร้าและความเครียด
3.5 วัยทำงาน แนวทางการดูแล
- ตรวจสุขภาพประจำปี
- คัดกรองโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs)
- ส่งเสริมการออกกำลังกาย
- ลดพฤติกรรมเสี่ยง เช่น สูบบุหรี่ ดื่มสุรา
- จัดการความเครียดจากการทำงาน
โรคที่ต้องเฝ้าระวัง
- เบาหวาน
- ความดันโลหิตสูง
- โรคหัวใจ
- โรคอ้วน
3.6 ผู้สูงอายุ การดูแลที่สำคัญ
- คัดกรองภาวะพึ่งพิง
- ป้องกันการหกล้ม
- ดูแลสุขภาพช่องปาก
- ส่งเสริมกิจกรรมทางกาย
- คัดกรองภาวะสมองเสื่อม
- ดูแลสุขภาพจิตและภาวะซึมเศร้า
ผลลัพธ์
- ผู้สูงอายุช่วยเหลือตนเองได้
- มีคุณภาพชีวิตที่ดี


3.7 กลุ่มเปราะบาง เช่น
- ผู้พิการ
- ผู้ป่วยติดบ้านติดเตียง
- ผู้มีรายได้น้อย
- ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง
- ผู้ด้อยโอกาสทางสังคม
- แนวทางสนับสนุน
- เยี่ยมบ้าน
- ฟื้นฟูสมรรถภาพ
- จัดอุปกรณ์ช่วยเหลือ
- เชื่อมโยงสวัสดิการและสิทธิประโยชน์
4. กลยุทธ์การส่งเสริมสุขภาพ
4.1 การให้ความรู้สุขภาพ (Health Education) เช่น อบรม ประชาสัมพันธ์ สื่อออนไลน์ สื่อชุมชนเป้าหมายคือให้ประชาชนสามารถดูแลตนเองได้
4.2 การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ เช่น กินอาหารที่เหมาะสม ออกกำลังกายสม่ำเสมอ นอนหลับเพียงพอ งดบุหรี่และสุรา
4.3 การคัดกรองและเฝ้าระวังโรค เช่น วัดความดันโลหิต ตรวจน้ำตาลในเลือด ตรวจมะเร็งปากมดลูกตรวจมะเร็งเต้านม คัดกรองสุขภาพจิต
4.4 การสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อสุขภาพ เช่น โรงเรียนส่งเสริมสุขภาพ สถานที่ทำงานปลอดบุหรี่ชุมชนออกกำลังกาย พื้นที่สาธารณะปลอดภัย
4.5 การมีส่วนร่วมของชุมชน อาสาสมัครสาธารณสุข ผู้นำชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นภาคเอกชน
การส่งเสริมและสนับสนุนการดูแลสุขภาพกลุ่มเป้าหมายเป็นกระบวนการสำคัญที่มุ่งให้ประชาชนทุกช่วงวัยและกลุ่มเฉพาะได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม ผ่านการให้ความรู้ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม การคัดกรองโรค การสร้างสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อสุขภาพ และการเข้าถึงบริการสุขภาพอย่างทั่วถึง เพื่อให้เกิดผลลัพธ์สูงสุดคือ “ประชาชนสุขภาพดี ลดการเจ็บป่วย และมีคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืน” ทั้งในระดับบุคคล ครอบครัว และชุมชน
ด้านการบริหารจัดการโครงการ
1. สรุปผลการดำเนินงานตามวัตถุประสงค์ เป้าหมาย และตัวชี้วัดความสำเร็จ
วัตถุประสงค์ของ
แผนงาน/โครงการ/กิจกรรม ผลการดำเนินงาน สภาพความสำเร็จ
บรรลุ ไม่บรรลุ
1. เพื่อให้ผู้เข้าร่วมโครงการ มีความรู้เรื่องการดูแลสุขภาพจิต การจัดการทางอารมณ์ รวมถึงปัญหาหรือโรคทางจิตใจและอารมณ์ ผู้เข้าร่วมโครงการ มีความรู้เรื่องการดูแลสุขภาพจิต การจัดการทางอารมณ์ รวมถึงปัญหาหรือโรคทางจิตใจและอารมณ์ /
2. เพื่อให้ผู้เข้าร่วมโครงการ มีทัศนคติที่ดีต่อการดูแลผู้ป่วยหรือผู้ที่เสี่ยงเป็นโรคทางจิตใจและอารมณ์ ผู้เข้าร่วมโครงการ มีทัศนคติที่ดีต่อการดูแลผู้ป่วยหรือผู้ที่เสี่ยงเป็นโรคทางจิตใจและอารมณ์ /
3. เพื่อให้ผู้เข้าร่วมโครงการ เป็นแกนนำในการเฝ้าระวังปัญหาสุขภาพจิตที่อาจเกิดขึ้นในชุมชน สามารถให้คำแนะนำ และส่งต่อผู้ป่วยเข้าสู่กระบวนการรักษาที่เหมาะสมได้ ผู้เข้าร่วมโครงการ เป็นแกนนำในการเฝ้าระวังปัญหาสุขภาพจิตที่อาจเกิดขึ้นในชุมชน สามารถให้คำแนะนำ และส่งต่อผู้ป่วยเข้าสู่กระบวนการรักษาที่เหมาะสมได้ /

2. รายละเอียดการใช้งบประมาณ
จำนวนเงินที่ได้รับการสนับสนุน บาท (บาทถ้วน)
จำนวนเงินที่ใช้จ่ายจริง 8,000 บาท (แปดพันบาทถ้วน)
ดังมีรายการต่อไปนี้
- ค่าอาหาร จำนวน 50 คนๆละ 70 บาท จำนวน 1 มื้อ จำนวน 1 วัน เป็นเงิน 3,500 บาท
- ค่าอาหารว่างและเครื่องดื่ม จำนวน 50 คนๆละ 30 บาท จำนวน 2 มื้อ จำนวน 1 วัน เป็นเงิน 3,000 บาท
- ค่าวัสดุอุปกรณ์ (สมุด,ปากกา,แฟ้มใส่เอกสาร) จำนวน 50 ชุด ๆละ 30 บาท เป็นเงิน 1,500 บาท
รวมทั้งหมดเป็นเงิน 8,000 บาท
3. สถานที่ดำเนินงาน
โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลท่าจำปี อำเภอเมืองพะเยา จังหวัดพะเยา
4. กลุ่มเป้าหมาย
แกนนำสาธารณสุขทีมีจิตใจเข้มแข็งประจำหมู่บ้าน ตำบลท่าจำปี จำนวน 50 คน

5. สิ่งที่เกิดขึ้น / ผลการดำเนินงาน ตามกิจกรรมที่ดำเนินงาน/สิ่งที่ได้รับของโครงการ
5.1 ผู้เข้าร่วมโครงการ มีความรู้เรื่องการดูแลสุขภาพจิต การจัดการทางอารมณ์ รวมถึงปัญหาหรือโรคทางจิตใจและอารมณ์
5.2 ผู้เข้าร่วมโครงการ มีทัศนคติที่ดีต่อการดูแลผู้ป่วยหรือผู้ที่เสี่ยงเป็นโรคทางจิตใจและอารมณ์
5.3 ผู้เข้าร่วมโครงการ เป็นแกนนำในการเฝ้าระวังปัญหาสุขภาพจิตที่อาจเกิดขึ้นในชุมชน สามารถให้คำแนะนำ และส่งต่อผู้ป่วยเข้าสู่กระบวนการรักษาที่เหมาะสมได้
6. ปัญหา / อุปสรรคในการทำกิจกรรม/โครงการ
ไม่มี
7. ข้อเสนอแนะในการจัดทำกิจกรรมโครงการครั้งต่อไป
ไม่มี
กิจกรรมในโครงการ
1
1. จัดกิจกรรมอบรมให้ความรู้ แก่ผู้เข้าร่วมโครงการ
2
2.จัดกิจกรรมสาธิตการประเมินผู้ที่มีภาวะเสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพจิต